
เฉลิมยกความเห็น"สตช."ไม่ถอดยศ"ทักษิณ"
"เฉลิม"อ่านความเห็นสตช.ไม่ถอดยศ"ทักษิณ"อ้างเพิ่มความขัดแย้ง "มาร์ค"โต้ ศาลฎีกา ตัดสินเป็นที่สุดแล้วให้ตร.วิเคราะห์เหตุผลต่อสมควรหรือไม่
"เฉลิม"อ่านความเห็นสตช.ไม่ถอดยศ"ทักษิณ"อ้างเพิ่มความขัดแย้ง "มาร์ค"โต้ ศาลฎีกา ตัดสินเป็นที่สุดแล้วให้ตร.วิเคราะห์เหตุผลต่อสมควรหรือไม่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี อภิปรายในประเด็นการถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยอ่านเอกสารความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการถอดยศ 2 ฉบับ คือ 1.พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 2.ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศ พ.ศ.2547 ซึ่งการถอดหรือให้ออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและให้ทำตัวประกาศพระบรมราชโองการ
ทั้งนี้ ระเบียบ สตช.ระบุว่ากองวินัยมีหน้าที่ความรับผิดชอบ พิจารณาว่าผู้ใดมีเหตุต้องถอดยศหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนเป็นยุติว่า 1.กองวินัยพิจารณาว่า มีเหตุให้ถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ และเหตุนั้นเข้าเงื่อนไขใดที่ระบุไว้ในระเบียบ 2.ทำระเบียบรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเสนอ ผบ.ตร. 3 ผบ.ตร.พิจารณาขั้นสุดท้ายว่าสมควรถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับกองวินัยก็ได้ ดังนั้นพิจารณาได้ตามอำนาจและดุลพินิจ
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การเสนอถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ พล.ต.ท.ยงยศ นาคเฉลิม ผบช.สกพ. มีความเห็นเสนอผบ.ตร. เมื่อวันที่ 2ก.ค.2555 ว่า การถอดหรือไม่ถอดยศ ต้องพิจาณาอย่างละเอียด เนื่องจากพ.ศ.2549 เกิดปัญหาแตกแยกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และการคลื่อนไหวพลังมวลชน จนมีผู้เสียชีวิต ส่วนหนึ่งของความแตกแยกเชื่อมโยงถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปฎิวัติ อำนาจเผด็จการ จากคณะกรรมการที่คณะปฏิวัติตั้งขึ้น จึงเป็นที่มาของต้นไม้เป็นพิษ
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตำรวจยังคิดว่า การพิจารณาถอดยศหรือไม่นั้น ควรหลีกเลี่ยงไม่เพิ่มประเด็นขยายความขัดแย้ง และหนึ่งในนั้น คือการถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ ที่สุดท้ายแล้วไม่อาจทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประกอบกับระเบียบการถอดยศไม่ได้กำหนดเวลาว่าต้องเสร็จสิ้นเมื่อใด จึงเห็นควรรอการพิจารณาไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์ของประเทศเข้าสู่การปรองดองแล้ว จากนั้นถึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้ช่วย ผบ.ตร. พิจารณาสั่งไม่ดำเนินการถอดยศ โดยเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลฏีฏาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 2 ปีนั้น แม้จะเข้าเหตุพิจารณาเสนอถอดยศได้ตามระเบียบก็ตาม แต่การกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการลงชื่อในหนังสือยินยอมให้ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เข้าประมูลซื้อที่ดินขายถอดตลาด ซึ่งเป็นการกระทำตามกฎเกณฑ์ทางราชการไม่ถือว่านำความเสื่อมเสียสู่คณะตำรวจ อีกทั้งเคยทำประโยชน์อย่างมาก จึงเห็นชอบตามเสนอไม่ถอดยศ
ส่วนการที่ศาลแพ่ง เรียกสัญญาซื้อขายที่ดินแล้วบอกเป็นโมฆะ นั้น คุณหญิงพจมาน จะต้องคืนที่ดินและคืนเงินขั้นตอนก็จบลงแล้ว ซึ่งถ้าศาลอาญาได้พิจารณาว่าสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งตำรวจมองเห็นเรื่องนี้
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน โต้แย้งว่า การนำเอกสารมาอ่าน ไม่สามารถระบุชัดว่า เป็นความเห็นของผบ.ตร.หรือ ของร.ต.อ.เฉลิม อย่างไรก็ตามต้องการให้ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมนโยบายตำรวจแห่งชาติ จะกำหนดให้เป็นระเบียบปฏิบัติต่อไปหรือไม่เมื่อศาลฎีกา ตัดสินคดีแล้วเป็นหน้าที่ตำรวจมาวิเคราะห์ต่อว่า ศาลใช้เหตุผลดีหรือไม่
นอกจากนี้ เหตุผลที่พ.ต.ท.ทักษิณ ผิดเพราะกฎหมาย เนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บัญญัติว่าห้ามใครทำอะไร โดยคดีแพ่งถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาเป็นหลัก ดังนั้นจะเอาตรรกะย้อนกลับมาอ้างว่าถ้าศาลอาญาพิจารณาก่อนพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ผิดได้อย่างไร







