
ไป'ระลึกชาติ'ที่เกาหลีใต้(2)
ความสำเร็จของปักจุงฮีที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับกรณีของ จอมพลสฤษดิ์ และทายาท ยังเกิดจากนโยบายสำคัญอีก 2 ประการ
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ความสำเร็จของปักจุงฮีที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับกรณีของ จอมพลสฤษดิ์ และทายาท ยังเกิดจากนโยบายสำคัญอีก 2 ประการประการแรก หลังจากเริ่มแผนพัฒนาได้ไม่นาน ปักจุงฮีสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งทีมงานหน่วยงานราชการและภาคธุรกิจ ทำให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็กกล้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ประการที่สอง หลังจากเริ่มนโยบายอุตสาหกรรมโดยมุ่งผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าไม่นาน ปักจุงฮีก็เริ่มเปลี่ยนนโยบายเป็นมุ่งผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งทำให้ตลาดสินค้าของเกาหลีขยายออกไปทั่วโลก และทุกภาคส่วนต้องพัฒนาทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งมาเริ่มนโยบายผลิตเพื่อส่งออกหลังเกาหลีใต้กว่าหนึ่งทศวรรษ
แม้ปักจุงฮีจะได้ชื่อว่าเป็นจอมเผด็จการที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สร้างอาณาจักรแห่งความกลัวด้วยระบบตำรวจลับที่พร้อมจับคนมาเข้าคุก และการปิดกั้นเสรีภาพอย่างเต็มที่ตามแนวคิดที่เขาเคยประกาศว่า “ประชาธิปไตยไม่สามารถพัฒนาได้โดยปราศจากการปฏิวัติทางเศรษฐกิจเสียก่อน”
ปักจุงฮีเชื่อว่าความยากจนของคนในชาติคือจุดเปราะบางของประเทศ งานเร่งด่วนคือต้องขจัดความยากจน มิใช่การสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อปักจุงฮีขึ้นเถลิงอำนาจ เกาหลียังมีสภาพยากจนจากเถ้าถ่านของสงครามอันยาวนานภายใต้รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ และทุจริตคอร์รัปชันก่อนหน้านั้น ดังนั้นเมื่อปักจุงฮีมีนโยบายชัดเจนและสามารถสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งได้ แม้จะถูกต่อต้านจากผู้รักสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่คนส่วนใหญ่ก็ “เอากับเขา” และตราบจนถึงปัจจุบันไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ความสำเร็จของเกาหลีใต้จนได้ฉายาว่า “สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำฮัน” เกิดจากผลงานสำคัญในสมัยของปักจุงฮี
ราคาแห่งเสรีภาพที่ประชาชนต้องสูญเสียไปในช่วงของเผด็จการปักจุงฮีจึงไม่ “เสียของ” หรือ “เสียเปล่า” ขณะที่จอมพลสฤษดิ์ แม้จะลงทุนด้วยการหยุดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมทั้งใช้วิธีการเผด็จการพอๆ กัน แต่ผลงานยังไม่ผลิดอกออกผลชัดเจนก็ถึงแก่อสัญกรรมไปเสียก่อน และไม่นานเรื่องฉาวโฉ่ก็ปะทุออกมามากมาย รวมทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันจนถูกยึดทรัพย์ ส่วนบรรดาทายาทที่เป็น “มือรอง” แม้รักษาอำนาจต่อมาได้ถึง 10 ปี แต่ก็จบลงอย่างอัปยศและถูก “กรรมตามสนอง” ด้วยการถูกยึดทรัพย์เช่นเดียวกัน และประเทศยังตกอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” คือ การสลับกันระหว่าง “ประชาธิปไตยสามานย์” กับ “เผด็จการทหาร” มาจนทุกวันนี้
หลังปักจุงฮีถูกสังหาร เกาหลียังคงเติบโตต่อไปภายใต้ประธานาธิบดีที่มาจากทหาร จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เกาหลีใต้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส คิมยองซัม เป็นพลเรือนคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยสามสิบปีก่อนหน้านั้นเป็นทหารทั้งสิ้น คิมยองซัม มีแนวคิดต่อต้านระบบ “เซโบล” และเห็นว่าบริษัทของเกาหลีจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างเพื่อพร้อมรับการตรวจสอบจากสากล ปลายปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤตเศรษฐกิจ เขาประกาศว่าเกาหลีได้รับการยอมรับเข้าร่วมในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (Organization of Economic Cooperation and Development หรือ OECD) แล้ว คิมยองซัม ไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นเศรษฐกิจ ภาระจึงตกไปอยู่ในมือ คิมเตจุง ประธานาธิบดีคนต่อมา
รากฐานอันเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนเกาหลี ทำให้ในไม่ช้าเกาหลีก็ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ จนสามารถร่วมกับญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อปี 2545 ขณะที่เราจัดได้แค่ฟุตซอลโลก โดยมีปัญหาสร้างสนามแข่งขันไม่เสร็จ
สิ่งเปรียบเทียบที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งระหว่างเกาหลีใต้กับไทยก็คือ เกาหลีมีแม่น้ำฮันผ่ากลางกรุงโซลนครหลวง ไทยมีแม่น้ำเจ้าพระยาผ่ากลางกรุงเทพมหานคร
แม่น้ำฮันช่วงที่ผ่านกรุงโซลกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 1 กม. เมื่อราว 25 ปีก่อน ขณะที่ผู้เขียนไปเยือนกรุงโซลครั้งแรก มีสะพานข้ามแม่น้ำฮันในช่วงที่ผ่านกรุงโซลแล้วถึง 22 สะพาน บางสะพานมี 2 ชั้น ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่ผ่านกรุงเทพฯ เวลานั้นมีสะพานข้ามราว 56 สะพานเท่านั้น
ปัจจุบันแม่น้ำฮันช่วงที่ผ่านกรุงโซลมีสะพานเพิ่มเป็น 27 สะพาน มีรถไฟใต้ดินเชื่อมสองฝั่ง 6 สาย และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีเพิ่มอีก 2 สาย
ในอดีตแม่น้ำนี้เคยสกปรกมาก เพราะเป็นที่ทิ้งน้ำเสียทั้งจากครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจุบันแม่น้ำสายนี้ไม่ใคร่ได้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคม เพราะปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลเหลืองหรือทะเลตะวันตกของเกาหลี อยู่ในเขตเกาหลีเหนือ แต่ทางการได้ดูแลรักษาแม่น้ำสายนี้อย่างดียิ่ง สองฝั่งแม่น้ำถ้าไม่เป็นถนน ก็เป็นทางจักรยาน ทางเดินเท้า หรือลู่วิ่งออกกำลังกาย มีสระว่ายน้ำ สนามกีฬานานาชนิด ที่ตกปลา สวนดอกไม้ ที่เล่นเรือใบ เรือยอชต์ สกีน้ำ เป็นต้น มีร้านอาหารและร้านกาแฟอยู่ในบริเวณเหล่านี้ แต่ไม่มีบ้านเรือนราษฎรรุกล้ำเข้าไปทั้งสองฝั่งอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อสำคัญน้ำที่จะระบายลงสู่แม่น้ำฮันจะต้องผ่านการบำบัดแล้ว จะไม่เต็มไปด้วยสิ่งโสโครกทั้งจากอาคารบ้านเรือนและโรงงานอย่างบ้านเรา ตลอดความยาวสองฝั่งแม่น้ำ จะมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดคอยตรวจตรา หากพบขยะหรือสิ่งสกปรกไหลหรือทิ้งลงสู่แม่น้ำ จะมีเรือเร็วเข้าไปจัดการอย่างรวดเร็ว
เมื่อปี 2554 มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชนโหวตให้แม่น้ำฮันมีทัศนียภาพสวยงามเป็นที่สองรองจากภูเขานามซัน







