
พิทักษ์สยาม พ่ายแต่เชื้อยังไม่มอด
พลิกล็อกจนแม้แต่รัฐบาลเองยังคาดไม่ถึง เมื่อ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หัวขบวนองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.)
พลิกล็อกจนแม้แต่รัฐบาลเองยังคาดไม่ถึง เมื่อ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หัวขบวนองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.)
ตัดสินใจประกาศยุติการชุมนุมทั้งที่ยังไม่ทันจะข้ามวัน นักวิชาการ กลุ่มการเมือง ต่างมองปรากฏการณ์ครั้งนี้และหลังจากนี้อย่างน่าสนใจ
แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้จุดอ่อนที่ทำให้ม็อบเลิกเร็วกว่าที่คาดว่า การบริหารจัดการภายในม็อบมีประสบการณ์น้อยในการควบคุมมวลชน เห็นได้จากมวลชนที่กระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งการตั้งเต็นท์และการจัดอาหารยังไม่ทั่วถึง ประกอบกับฝนที่ตกลงมาซ้ำยังถูกตัดไฟฟ้าต้องใช้ไฟสำรอง มวลชนจึงไม่คิดว่าจะมาเจออุปสรรครูปแบบนี้แถมยังเจอการใช้แก๊สน้ำตาสกัด จึงทำให้ม็อบอ่อนแอลงจนในที่สุดแกนนำ จึงต้องปิดฉากการชุมนุมครั้งนี้
“ถึงการชุมนุมจะเลิกรา แต่ยุทธศาสตร์การเดินเกมของรัฐบาลหลังจากนี้จะประมาทประชาชนไม่ได้แล้ว จะทำอะไรตามอำเภอใจก็ไม่ถนัด เพราะกระแสความไม่พอใจรัฐบาลของประชาชนมันจุดติด การผลักดันทั้งร่าง พ.ร.บ.ปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญบอกได้เลยว่าไม่ง่าย”แก้วสรร ระบุ
ขณะที่ ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า 2 จุดใหญ่ที่ทำให้การชุมนุมครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จคือ จุดหมายปลายทางของการชุมนุมหากล้มรัฐบาลได้สำเร็จนั้นประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ยังเป็นโมเดลที่สังคมต้องถกเถียงกัน
นอกจากนี้ อีกประการคือต้องยอมรับว่ารัฐระดมสรรพกำลังทุกทางในการปิดกั้นมวลชนไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุมได้สำเร็จ ส่งผลให้จำนวนม็อบอ่อนกำลังกว่าที่คาด เมื่อจำนวนคนน้อยการแสดงออกใดๆ เพื่อกดดันรัฐบาลหลังจากนี้ย่อมไร้ซึ่งพลัง แกนนำจึงหาทางลง
สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีนและอดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ต้องชื่นชมในสปิริตของ พล.อ.บุญเลิศ ที่ไม่ต้องการลากการชุมนุมยาวออกไปถึงช่วงกลางคืน เพราะสุ่มเสี่ยงจากมือที่ 3 อาศัยจังหวะสร้างสถานการณ์ได้
อย่างไรก็ตาม ม็อบ อพส.หากดูผิวเผินเหมือนจะมีความหลากหลายอยู่ภายใต้แกนนำเดียว แต่แท้จริงแล้วเป็นการรวมตัวในรูปแบบภาคีเครือข่ายหลายภาคีที่มีความแตกต่างในระดับหัวหน้าภาคีด้วย ม็อบ อพส. จึงหลากหลายทั้งผู้ตามและผู้นำ ขาดความเป็นเอกภาพต่างจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
สุริยะใส ประเมินบทเรียน 3 ข้อ ที่ เสธ.อ้ายต้องกลับไปทบทวนว่า 1.แกนนำต้องไม่พูดจาผูกมัดตัวเอง เช่น 1 วัน 1 ล้านไม่เช่นนั้นจะล้มเลิกการชุมนุม เข้าใจว่าเป็นจิตวิทยาในการปลุกระดมมวลชน แต่สุดท้ายคำพูดเหล่านี้จะกลับมากดดันตัวแกนนำเอง การจัดการชุมนุมที่ดีต้องมีความยืดหยุ่นสูง อีกทั้ง เสธ.อ้ายยังถือเป็น “สุภาพบุรุษมากเกินไป” คำไหนคำนั้นจึงปล่อยให้คำพูดมามัดตัวเองได้ง่ายขึ้น
อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประเมินสถานการณ์หลังจากนี้ว่า แม้ครั้งนี้ม็อบ อพส.ไม่สามารถ “ล้ม” รัฐบาลได้สำเร็จ แต่กลับ “เขย่า” อำนาจรัฐได้แรงเกินคาด เห็นได้จากความกังวลของรัฐบาลที่ถึงขั้นต้องประกาศ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และหากยืดเยื้อถึงช่วงกลางคืนคาดว่ารัฐบาลต้องยกระดับประกาศใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแน่นอน
“แม้ไม่สำเร็จ แต่ม็อบ เสธ.อ้ายสามารถปลุกสังคมให้เห็นข้อบกพร่องของรัฐ และปลุกกระแสให้คนออกมาต่อต้านระบอบทักษิณอีกรอบ หาก เสธ.อ้ายยังสู้ต่อ สรุปบทเรียนครั้งที่ผ่านมาและระดมมวลชนขึ้นมาอีกครั้ง บอกได้เลยว่าน่ากลัวสำหรับรัฐบาลอย่างยิ่ง” นายสุริยะ กล่าวทิ้งท้าย
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าการประกาศยุติการชุมนุมครั้งนี้ ทำให้กลุ่มของ พล.อ.บุญเลิศ เสียเครดิตทางการเมือง ซึ่งสำคัญมากมวลชนคงไม่เชื่อถือแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม
“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสงครามตัวแทน เสธ.อ้าย ไม่ใช่ตัวจริง แต่ตัวจริงเป็นกลุ่มผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายที่น่าประหลาดคือ ขึ้นต้นน่าวิตก แต่กลับยุติการชุมนุมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ประหลาดมาก แปลว่า กลุ่มนี้จะไม่มีเครดิตทางการเมือง” ชาญวิทย์ กล่าว







