
สารพัดสกัดม็อบเสธ.อ้าย แดงอีสานระดมมวลชนต้าน
ความวุ่นวายทางการเมืองก่อกระแสขึ้นอีกครั้ง จากการนัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลโดยองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.)
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
ความวุ่นวายทางการเมืองก่อกระแสขึ้นอีกครั้ง จากการนัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลโดยองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) นำทัพโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย อย่างน้อยก็สร้างความแตกตื่นให้กับรัฐบาลถึงขั้นต้องงัดกลยุทธ์รับมือทุกรูปแบบ ทั้งการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง อีกทั้งระดมกำลังตำรวจจากทั่วประเทศนับหมื่นนายเข้ากรุงเทพฯ ป้องกันเหตุรุนแรง
ตลอดทั้งการตั้งด่านตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นยับยั้งมวลชนที่เดินทางเข้าร่วมการชุมนุม รวมทั้งใช้สารพัดสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล เครือข่ายวิทยุชมชน ส่งข้อความเอสเอ็มเอสและออนไลน์ มอบหมายให้ข้าราชการฝ่ายปกครองและผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่พบปะทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อโน้มน้าวใจไม่ให้เดินทางเข้าร่วมชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 24 พ.ย.นี้
เช่นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เครือข่ายสถานีวิทยุชุมชนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 40 แห่ง ส่งเอสเอ็มเอส สื่อออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือของรัฐ โหมโรงประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุม ซึ่งหากกรณีเกิดเหตุการณ์โดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ในบริเวณจัดการชุมนุมดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย หรืออาจถือได้ว่าเป็นผู้ร่วมก่อเหตุและกระทำผิดกฎหมายไปด้วย
ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วีระ ศรีวัฒนตระกูล พ่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ สั่งเฉียบขาดให้ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เคาะประตูบ้านชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ขอให้ไตร่ตรองผลดีผลเสีย โดยหยิบยกการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยด้วยกันเองถึงขั้นต้องแบ่งแยกสีแยกฝ่าย สร้างความแตกร้าวในชาติแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประเทศชาติบอบช้ำทุกๆ ด้าน
ด้าน คราศรี ลอยทอง ทนายความคนยากและแกนนำองค์การพิทักษ์สยาม จ.สุรินทร์ บอกว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบบุกไปเยี่ยมเยือนแนวร่วมทุกบ้าน พูดจาโน้มน้าวให้ล้มเลิกการเดินทางเข้าร่วมชุมนุม บางคนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ถึงกับลงทุนไปเยี่ยมเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย ขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน มวลชนจากพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเริ่มออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ก็ต้องถูกตรวจค้นจากด่านตรวจที่ผุดพรึบขึ้นพร้อมกัน เส้นทางสายหลักต่างๆ ถนนมิตรภาพตั้งแต่ จ.นครราชสีมา ไปถึง จ.สระบุรี ก็ตั้งด่านตรวจเข้มข้นไม่แพ้กัน เส้นทางภาคเหนือมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ยัน จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งเส้นภาคกลาง ตะวันออกขาเข้ากรุงเทพฯ จ.ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ตำรวจพรึบเต็มท้องถนนตลอดทั้งวันทั้งคืน
ส่วนการเดินทางโดยรถไฟ โดยเฉพาะสายใต้ก็มีการส่งกำลังตำรวจขึ้นรถตรวจค้นอย่างละเอียด โดยเน้นการตรวจค้นอาวุธ วัตถุต้องสงสัย และบุคคลตามเป้าหมายคดีความมั่นคง ที่อาจจะมีการเคลื่อนย้ายขึ้นกรุงเทพฯ ในช่วงระหว่างการชุมนุม เพื่อป้องกันมือที่สามสร้างความปั่นป่วน
ด้านมวลชนเสื้อแดงขุมกำลังสนับสนุนรัฐบาล ก็มีการตั้งเวทีคู่ขนานทั่วประเทศพร้อมเพรียงกัน เช่นที่ จ.นครราชสีมา แนวร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดง และสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน สภาประชาชน 4 ภาค สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาเกษตรกรอีสาน สมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกร สมัชชาคนจน ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดง เปิดเวทีปราศรัยที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา มีมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดงแห่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
ประพาส โงกสูงเนิน ประธานสภาประชาชน 4 ภาค บอกว่า การเคลื่อนไหวทุกครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เคลื่อนไหวเพื่อความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น
“พวกเราขอสนับสนุนทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และจะต่อต้านกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถึงที่สุด” ประพาส กล่าว
ด้าน จ.อุดรธานี ขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และประธานชมรมคนรักภาคอีสาน 20 จังหวัด ได้ขึ้นจัดรายการสด เวทีปราศรัย “ต้านกบฏ หยุดแช่แข็งประเทศไทย” ที่สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี มีการถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและวิทยุชุมชนชมรมคนรักอุดร เชิญชวนคนเสื้อแดงร่วมชุมนุมคู่ขนานเพื่อต่อต้านม็อบ เสธ.อ้าย โดยจะมีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ จตุพร พรหมพันธุ์ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ และธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. จะเดินทางมาปราศรัย
พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี ประเมินว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงจาก 20 จังหวัด ที่สนามทุ่งศรีเมือง น่าจะมีผู้ชุมนุมประมาณ 5 หมื่นคน
ด้าน พ.อ.อำนวย จุลโนนยาง เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 24 ประเมินว่า มวลชนที่มาชุมนุมกันมากถึง 5 หมื่นคน ทำให้สนามทุ่งศรีเมืองไม่อาจรับได้เพียงพอ นอกจากนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลบ้านพักแกนนำกลุ่ม อพส.อุดรธานี เพราะหากเกิดเหตุที่ กทม. เกรงว่าผู้ชุมนุมที่อุดรธานีอาจควบคุมกันไม่ได้
การเมืองไทยกลับสู่ความระอุอีกระลอก สถานการณ์นับจากนี้ไปกะพริบตาไม่ได้เด็ดขาด







