
Peron de Siam
“เปรองแห่งสยาม” แม้จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกับ “เปรองแห่งอาเจนไตน์” แต่อาจจะมีจุดจบคล้ายกัน
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“เปรองแห่งสยาม” แม้จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกับ “เปรองแห่งอาเจนไตน์” แต่อาจจะมีจุดจบคล้ายกัน ถ้าจะดูจากการขยายตัวของม็อบ “ไม่เอารัฐบาล” ที่กำลังเป็นไปอยู่ในขณะนี้ โดยม็อบเหล่านั้นไม่จำเป็นจะต้องออกมาชุมนุมตามท้องถนน แต่อาจจะเป็นม็อบที่คุกรุ่นอยู่ในจิตใจ ตามบ้านและสำนักงาน ตามโรงงานและท้องนา แล้วระเบิดเผาเอารัฐบาลพังได้ในที่สุด
ผู้เขียนรู้จัก “เปรอง” เป็นครั้งแรกในปี 2527 ครั้งที่ติดตามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปเที่ยวนิวยอร์ก หลังจากที่ท่านได้ไปเยี่ยมลูกสาว คือ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช ที่ไปแต่งงานมีลูกอยู่กับมหาเศรษฐีที่นั่น ยังจำได้ว่าบ้านของลูกสาวท่าน (ที่จริงเป็นแค่บ้านพักในชนบท) ที่นอร์ทแคโรไลนานั้นสวยมาก เพราะตั้งอยู่ริมทะเลสาบ อีกด้านหนึ่งมีภูเขาและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งคุณแต้ม (ชื่อเล่นของ ม.ล.วิสุมิตรา) ได้พาพวกเราไปปิกนิก ได้ตกปลาเทราต์เอามาย่างกินอร่อยมาก รวมทั้งปลาคล้ายปลาดุกที่เรียกว่า Cat Fish ที่คุณแต้มเอามาทำเป็นแกงเผ็ดใส่กะทิก็อร่อยมากเช่นกัน
ไปนอนอยู่ที่ “คอตเตจ” ของคุณแต้ม 2 คืน แล้วก็มาเที่ยวนิวยอร์ก ที่พักของพวกเราคือ Plaza Hotel ที่พักของคนดังๆ จากทั่วโลก อยู่ติดกับเซ็นทรัลพาร์ก สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุด ใกล้กับถนนฟิฟท์อเวนิว แหล่งช็อปปิ้งสุดหรูที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และไม่ไกลจากย่านบรอดเวย์ ที่ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พาไปดูละครและโชว์ต่างๆ ทั้ง 3 คืนที่อยู่ที่นั่น โดยคืนแรกไปดูเรื่อง Evita
เอวิตา ชื่อเต็มๆ คือ มาเรีย เอวา ดูอาร์เต เกิดเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2462 (ค.ศ. 1919 พ่อตายตั้งแต่ 7 ขวบ ที่จริงนั้นพ่อเป็นคนที่มีฐานะดีมากคนหนึ่ง แต่มีเมียหลายคน เอวาหรือเอวิตาที่เป็นลูกเมียรองต้องอพยพออกจากบ้าน ด้วยการศึกษาที่ไม่สูงนักจึงต้องดิ้นรนหางานทำตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น โดยไปเรียนเป็นนักแสดง ได้เป็นนักร้อง ได้เป็นนางแบบ มีสามีมาบ้างแต่ไม่เป็นตัวเป็นตน ในปี ค.ศ. 1943 คณะทหารได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล “อำมาตย์” ที่กำลังพาประเทศสู่หายนะ กลุ่มศิลปินที่มีเอวิตารวมอยู่ด้วยได้จัดงานหาทุนเพื่อแสดงความชื่นชมแก่รัฐบาลชุดใหม่ เอวิตาจึงได้พบกับแกนนำคนหนึ่งในคณะทหารคือพันโทฆวน โดมิงโก เปรอง ที่มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมแรงงานในรัฐบาลของคณะทหารนี้
ทั้งสองชอบพอกัน ในที่สุดก็แต่งงานกันในปี 1945 ซึ่งในปีต่อมาก็มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เอวิตาได้ใช้เสน่ห์ของความเป็นศิลปินและความใกล้ชิดกับผู้ใช้แรงงานหาเสียงให้เปรองได้เป็นประธานาธิบดีในที่สุด ในช่วงนี้เองเปรองได้นำนโยบายประชานิยมนานาชนิดออกมาใช้ โดยมีเอวิตาผู้ทรงเสน่ห์เป็นพรีเซนเตอร์และร่วมมือผลักดันประชาสัมพันธ์ให้อย่างแข็งขัน มีการขึ้นภาษี นำเงินคนรวยมาใช้จ่ายในโครงการช่วยเหลือคนจน คนรวยและชนชั้นสูงเกลียดเอวิตามาก ต่อหน้าแม้จำเป็นต้องชื่นชม (เพราะกลัวเผด็จการ) แต่ลับหลังก็เรียกเอวิตาว่า “แพศยา” (ที่จริงใช้คำหยาบกว่านี้มาก โดยเฉพาะในละครเวทีที่ต้องสื่อสารกับผู้ชมอย่างแรงๆ)
เอวิตาทำงานช่วยสามีอย่างหนัก เธอมองปัญหาความยากจนของคนอาร์เจนตินาว่าเกิดจากพวกชนชั้นสูง ชอบใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่มีความพอเพียง นโยบายประชานิยมที่เอาใจคนจนเป็นพิเศษถูกเคลือบไว้ในชื่อที่สวยหรูว่า “นโยบายความยุติธรรมทางสังคม” หรือ “ลัทธิเปรอง” แต่แทนที่จะส่งผลในการสร้างความยุติธรรมอย่างชื่อนโยบายที่ตั้งไว้ กลับส่งผลต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของชาวอาร์เจนตินา เกิดปัญหาที่เรียกว่า “คุณธรรมวิบัติ” (Moral Hazard) รัฐบาลปรนเปรอประชาชนจนทุกคนเคยตัวในทำนอง “จนไม่ลง” แม้กระทั่งหนี้สินของครอบครัวรัฐบาลก็ไปยกเลิกให้มีการขายรัฐวิสาหกิจ เปิดเสรีแก่ต่างชาติ (โดยหวังจะกอบโกยเอาเงินของต่างชาติเหล่านั้น) ในที่สุดเศรษฐกิจก็พังยับและใช้เวลากว่า 30 ปี ถึงจะฟื้นขึ้นมาได้
เอวิตาไม่ทันได้ดูหายนะที่เธอร่วมกับสามีได้ก่อไว้ เพราะในปี 1952 เธอก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง อันยังเป็นระยะที่เธอได้รับความนิยมสูงสุด เธอได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้นำแห่งจิตวิญญาณของชาติ” แต่ในอีก 2 ปีต่อมาทหารก็ยึดอำนาจ กระดูกของเอวิตาต้องระเห็จไปอยู่กับสามีนายพลเปรองที่ต้องลี้ภัยไปอยู่ ณ ประเทศสเปนเกือบ 20 ปี ก่อนที่จะได้นำกลับคืนประเทศและฝังบนแผ่นดินอาร์เจนตินาในปี 1974 ระหว่างนั้นเธอก็ยังเป็นขวัญใจของคนอาร์เจนตินามาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีชีวิตที่เป็นตำนานถึงขั้นนำมาแสดงเป็นละครเรื่องเอวิตานี้
ละครเรื่องเอวิตาที่ผู้เขียนไปดูกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เมื่อปี 2527 เปิดการแสดงมาแล้วหลายปี จำนวนเป็นร้อยๆ รอบ ลักษณะเป็นละครเพลงแบบที่เรียกว่า Musical Play คือใช้เพลงดำเนินเรื่อง (ตัวละครจะไม่มีบทพูดมากนัก แต่จะใช้เพลงเป็นบทเจรจาและสร้างอารมณ์ไปตลอดเรื่อง) โครงเรื่องออกจะเป็นแนว “เสียดสี” หรือมองในด้านลบของเอวิตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต่อมาได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โดยมีมาดอนนา นักร้องสุดอื้อฉาวแห่งยุคมิลเลนเนียมรับบทเป็นเอวิตา ผู้เขียนได้ซื้อดีวีดีมาดูก็มีเนื้อหาเหมือนกับละครบรอดเวย์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ประทับใจอะไรในละครเรื่องนี้ แต่เคยได้ยินท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ฮัมเพลง “Don’t cry for me Argentina” ในยามที่ครึ้มๆ อยู่บ่อยๆ ก่อนที่จะไปชมละครในคืนนั้นเสียด้วยซ้ำ แสดงว่าท่านเคยชมละครเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งผู้เขียนเดาว่าท่านอาจจะชื่นชอบ “หญิงเก่ง” เหมือนกับที่ท่านชื่นชอบซูสีไทเฮา โดยกล่าวไว้ในคำนำของหนังสือที่ท่านแปลและเรียบเรียงมาในชื่อเดียวกันนั้นว่า “เป็นผู้หญิงที่สุดยอด ผู้พลิกชะตาตนเองด้วยสติปัญญาอันน่านับถือ” เอวิตาก็คงจะอยู่ในฐานะเช่นเดียวกันกับซูสีไทเฮานั้น
ถ้าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านอาจจะชื่นชมนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นพิเศษ ท่านอาจจะให้ข้อคิดผ่านการสัมภาษณ์หรือบทความของท่านถึงท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์อย่างสม่ำเสมอ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอ่านพบในวรรณกรรมของท่านอย่างในเรื่องซูสีไทเฮาก็คือ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เห็นว่าผู้หญิงมีความได้เปรียบในการดึงดูดความสนใจ (ด้วยกายภาพต่างๆ) มีความละเอียดอ่อนที่ทำให้แผนการต่างๆ มีความลึกซึ้ง (ด้วยสติปัญญา) ที่สำคัญคือเป็นที่ไว้วางใจของผู้ชายที่คิดว่าผู้หญิงนั้นด้อยกว่าจนเป็นความประมาท
คุณยิ่งลักษณ์มีกายภาพที่สง่างาม มีความน่ารักและออกจะเซ็กซี่ (ไม่เชื่อดูสายตาของประธานาธิบดีโอบามาที่เมื่อเยือนไทยตอนต้นสัปดาห์นี้ก็ได้) แต่ยังดูไม่เข้มแข็งหรือมั่นใจในสติปัญญาของตนเองเท่าใด ความสามารถในการสื่อสารก็ออกจะบกพร่อง ทัศนคติทางการเมืองก็ติดลบ (เพราะไม่เอาใจใส่งานสภาและลอยตัวในงานบริหาร) แต่ที่แย่ที่สุดก็คือไม่มีภาวะผู้นำ ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รับผิดชอบและไม่ทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหาบ้านเมือง
กรณีของม็อบวันที่ 24 พ.ย. ที่มีศูนย์กลาง ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า (และคาดว่าจะแผ่ไปจนทั่วถนนราชดำเนินและบริเวณโดยรอบ) จะไม่เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องกลัวเลย ถ้าคุณยิ่งลักษณ์จะมีภาวะผู้นำที่ดีพอ สิ่งแรกที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องทำก็เพียงแค่ร่วมชื่นชมว่า คนเหล่านี้คือผู้ที่รักในระบอบประชาธิปไตย (เหมือนม็อบคนเสื้อแดงนั่นแล) เป็นคนไทยที่เป็นห่วงบ้านเมือง เป็นผู้หวังดีที่อยากจะช่วยชี้แนะแก่รัฐบาลให้ทำงานให้สำเร็จ หรือจะใส่แนวคิดทางรัฐศาสตร์ไปด้วยก็ได้ว่า คนเหล่านี้คือ Active Members ผู้ขยันขันแข็งที่จะได้ช่วยกันกอบกู้ประเทศไทยนี้ต่อไป
ถ้าเป็นไปได้ในวันที่ 24 คือวันนี้นี่แหละ สักบ่ายแก่ๆ อากาศเริ่มเย็นสบายๆ คุณยิ่งลักษณ์ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขอขึ้นกล่าวอะไรบนเวทีของผู้ชุมนุมสักเล็กน้อย โดยอาจจะมีประโยคเหล่านี้ เช่น “ขอให้วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่เราจะได้เริ่มออกเดินทางไปสู่ความปรองดอง ดิฉันมาอยู่ที่นี่เพื่อจะเป็นตัวประกันให้พ่อแม่พี่น้องมั่นใจได้ว่า จะไม่มีใครมาทำอันตรายใดๆ แก่พ่อแม่พี่น้องที่มาชุมนุม ณ ที่นี่ได้ เดี๋ยวดิฉันจะลงไปไหว้พ่อแม่พี่น้องถึงตัวทุกคนเลยค่ะ”
ดูซิว่าใครจะเกลียดนายกฯ หญิงคนนี้ได้ลงคอ !







