posttoday
"นโยบายขายฝัน-การเมือง"ถล่มเครดิตประเทศ

"นโยบายขายฝัน-การเมือง"ถล่มเครดิตประเทศ

23 พฤศจิกายน 2555

ความพยายามของรัฐบาลที่เล่นเกมรุกเดินสายให้ข้อมูลยักษ์ใหญ่สถาบันจัดอันดับเครดิต

ความพยายามของรัฐบาลที่เล่นเกมรุกเดินสายให้ข้อมูลยักษ์ใหญ่สถาบันจัดอันดับเครดิต เพื่อให้อัพเกรดประเทศให้สูงขึ้น ดูแนวโน้มกำลังกลายเป็นฝันสลาย

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ที่ผ่านมาทีมชุดใหญ่ของกระทรวงการคลัง นำทีมโดย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ใช้เวทีการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น ต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจกับ 3 ยักษ์ใหญ่จัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก ได้แก่ บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ โดยหวังว่าจะให้ปรับเครดิตของไทยจากระดับ BBB มาเป็นระดับ A หรือ AA

อย่างไรก็ตาม ความพยายามดูเหมือนไม่เป็นผล เมื่อสถาบันจัดอันดับต่างนิ่งสงบ ไม่มีความเคลื่อนไหวหรือส่งสัญญาณว่าจะปรับเพิ่มเครดิตให้ประเทศไทย

โดยล่าสุดในการเดินสายโรดโชว์ที่ลอนดอน เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ทีมชุดใหญ่ของกระทรวงการคลังได้ใช้ความพยายามอีกครั้งหนึ่ง โดยได้ขอชี้แจงข้อมูลกับสถาบันจัดอันดับทั้ง 3 แห่งอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการชี้แจงให้ทั้งระดับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล และคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีอำนาจในการปรับเพิ่มเครดิตให้กับประเทศต่างๆ ได้รับฟังข้อมูลด้วยตัวเอง

ในส่วนของกระทรวงการคลัง ดูจะมั่นอกมั่นใจข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยว่าดีกว่าเครดิตที่ได้อยู่ในขณะนี้ เพราะเทียบกับหลายประเทศที่ได้เครดิตดีกว่าไทย พื้นฐานทางเศรษฐกิจยังสู้ไทยไม่ได้

ข้อมูลที่กระทรวงการคลังขนไปชี้แจง ก็ตั้งแต่เศรษฐกิจไทยจะโตได้ปีละ 5.5% การจ้างงานเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง สถาบันการเงินแข็งแกร่ง เงินกองทุนสูง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีจำนวนน้อย

นอกจากนี้ หนี้สาธารณะที่หลายฝ่ายเป็นห่วง กระทรวงการคลังก็ชี้ให้สถาบันจัดอันดับเห็นว่าจะคุมไว้ไม่ให้เกิน 50% ของจีดีพี แม้ว่าจะมีนโยบายของรัฐบาลจำนวนมากที่ต้องใช้เงินกู้ รวมถึงการกู้เงินอีก 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน 7 ปี

ซึ่งว่าตามเนื้อผ้าแล้ว พื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยนั้น สถาบันจัดอันดับไม่ได้ติดใจ และเห็นพ้องกับข้อมูลของไทยว่ามีดีในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สถาบันเครดิตก็ยังไม่ยอมใจอ่อนที่จะปรับขึ้นเครดิตให้กับประเทศไทย

อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก ยังเป็นห่วงเรื่องการเมืองที่มีปัญหาและมีความไม่แน่นอน รวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจที่เขามองว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะทำจริง หรือทำได้หรือไม

ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่อธิบายให้สถาบันจัดอันดับได้ยาก แม้ไม่ได้อธิบายว่าเพราะอะไร แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าไม่มีใครกล้าฟันธงว่าการเมืองของไทยมั่นคงไม่มีปัญหา และจะอยู่บริหารประเทศได้ครบเทอม

แม้ว่า กิตติรัตน์ ที่ร่วมวงชี้แจงอยู่ด้วย พยายามโน้มน้าวบรรดาบิ๊กจัดอันดับว่า ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ได้พยายามประนีประนอม เพื่อให้เกิดความสงบไม่มีความรุนแรงทางการเมือง แต่ก็ยังไม่พอให้สถาบันจัดอันดับเทใจให้ในประเด็นนี้

ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสิ่งที่ชี้แจงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเรื่องของม็อบต้านรัฐบาลนั้น เป็นความเสี่ยงกัดกินใจสถาบันจัดอันดับ ทำให้ใจแข็งไม่ปรับเพิ่มเครดิตให้กับประเทศไทย

แม้แต่ กิตติรัตน์ ก็ยอมรับว่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเป็นห่วงปัญหาการเมืองไทย โดยเฉพาะการประท้วงรอบใหม่ที่เกิดขึ้น แม้ว่าการดำเนินการของผู้ประท้วงจะอยู่ภายใต้กฎหมาย

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองไทยที่ยืดเยื้อมาหลายปี ได้ฉุดลากเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้แม้ว่าเศรษฐกิจไทยดีหลายด้าน แต่สถาบันจัดอันดับเครดิตมองว่าหากการเมืองยังเป็นเหมือนระเบิดเวลา คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนอะไรขึ้น เศรษฐกิจก็เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ดีๆ นั่นเอง

ที่เป็นเช่นนั้น ต้องยอมรับว่าแม้นโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยจะมีความชัดเจน ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และคุมหนี้อยู่ในกรอบความยั่งยืนการคลัง แต่หากการเมืองมีปัญหาสะดุด แผนการลงทุนที่ทำไว้ก็ชะงักเหมือนกัน ซึ่งหนีไม่พ้นกระทบเศรษฐกิจโตไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้

โดยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงผันผวนต่อเนื่อง ตั้งแต่มีม็อบประท้วงรัฐบาลในปี 2548 เกิดการประท้วง มีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่หลายชุด ก็ยังมีความขัดแย้งต่อต้านกันรุนแรง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลจะเสียงน้อยเสียงมากแค่ไหน ก็ไม่วายถูกม็อบที่เห็นต่างขึ้นมาไล่จนที่สุดรัฐบาลทำงานไม่ได้ ประเทศเป็นอัมพาตทุกครั้งไป

ถึงแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันก็กำลังอยู่ในมรสุมกงเกวียนกำเกวียน จะเริ่มมีปัญหาทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา และนี่เองที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมองว่า การเมืองเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของเศรษฐกิจไทย

ไม่ใช่ปัญหาการเมืองเรื่องม็อบประท้วงล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ให้ผ่าน

ในเรื่องของการบริหารงานของรัฐบาลก็มีจุดอ่อนไม่ใช่น้อย ตั้งแต่ผู้นำสูงสุดของประเทศ เป็นผู้นำตัวแทนทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจไม่ลื่นไหล ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมกองต่างๆ ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง จนถูกมองว่าตำแหน่งเป็นสมบัติผลัดกันชม ไม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างจริงจัง

เมื่อการเมืองฉุดลากเศรษฐกิจและเครดิตของประเทศ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ต้นทุนของประเทศสูง เพราะประเทศมีความเสี่ยงการเมือง นอกจากเครดิตไม่ได้ปรับขึ้นแล้ว หากเกิดปัญหารุนแรงทางการเมือง เครดิตของประเทศอาจจะถูกปรับลดลง เหมือนในอดีตที่มีปัญหาความรุนแรงทางการเมือง บริษัทจัดอันดับต่างพาเหรดปรับมุมมองเครดิตประเทศจากมีเสถียรภาพเป็นติดลบกันเป็นแถว แต่ยังโชคดีที่ไม่ถูกปรับเครดิตลง ไม่เช่นนั้นจะเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุนทันที

การที่เครดิตประเทศไม่ดี ส่งผลให้ต้นทุนการเงินต่างประเทศของไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนไทยสูงขึ้นไปด้วย ในทางตรงข้ามหากเครดิตประเทศได้ปรับเพิ่ม ต้นทุนการกู้เงินก็จะลดทันที และนี่เป็นเป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลต้องการ เพราะรัฐบาลมีแผนการก่อหนี้จำนวนมหาศาล ทั้งที่ต้องไปโปะโครงการประชานิยมต่างๆ กู้เพื่อการขาดดุล 3 แสนล้านบาท กู้เพื่อฟื้นฟูน้ำท่วม 3 แสนล้านบาท และกู้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเดินเกมคู่ขนาน ในประเทศบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดต้นทุนเงินกู้ของรัฐบาล ขณะที่ต่างประเทศก็เดินสายล็อบบี้สถาบันจัดอันดับหวังลดต้นทุนเงินกู้ต่างประเทศ เพื่อให้ภาระการชำระหนี้ไม่มีปัญหาในอนาคต เพราะปัจจุบันภาระใช้หนี้ปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ทั้งหมดเป็นการใช้ชำระดอกเบี้ยเกือบทั้งหมด

แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจ ปัญหาการเมืองต้องใช้กฎหมายพิเศษควบคุมการชุมนุม ยิ่งเป็นการฟ้องว่าการเมืองไม่นิ่งมากขึ้น เครดิตประเทศก็หมดหวังจะได้ปรับเพิ่ม ขณะที่การบีบ ธปท. ลดดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้งานเข้ารัฐบาล ลางร้ายที่เห็นเด่นชัดมากขึ้น คือ หนี้ก้อนโตที่จะท่วมประเทศ ทำให้ทั้งเศรษฐกิจและรัฐบาลพังไปพร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท