
รัฐปรับแผนผลิตไฟก่อนขาดแคลน
ซื้อไฟจากเพื่อนบ้านเพิ่มพร้อมดันนักลงทุนตั้งโรงผลิตป้อนไทยตีปี๊บใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง
ซื้อไฟจากเพื่อนบ้านเพิ่มพร้อมดันนักลงทุนตั้งโรงผลิตป้อนไทยตีปี๊บใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง
“พงษ์ศักดิ์” หวั่นอีก 2 ปีไทยเสี่ยงสำรองไฟฟ้าต่ำค่าไฟแพง หากโรงไฟฟ้าใหม่ผุดไม่ทันตามแผน สั่ง กฟผ.เร่งซื้อไฟฟ้าจากลาวพม่าเพิ่ม
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “อนาคตไฟฟ้าไทย ทางเลือก ทางรอด” ในงานสัมมนาสแกนความพร้อมไฟฟ้าไทยรับเออีซี จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า สิ่งที่รัฐบาลห่วงคือความเสี่ยงด้านสำรองไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า หากไทยไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ให้เพียงพอกับความต้องการ และไม่สามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำได้จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้นตาม
ปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 2.67 หมื่นเมกะวัตต์ และเพิ่มขึ้นปีละ 89.5% ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 3.2 หมื่นเมกะวัตต์ และมีปริมาณสำรองไฟฟ้าสัดส่วน 16% หากสำรองไฟฟ้าอยู่ในระดับนี้และการใช้ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่องจะทำให้อีก 2 ปีข้างหน้า การผลิตไฟฟ้าจะมีปัญหาได้
นอกจากนี้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ 68% เป็นก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นความเสี่ยงเพราะพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และอีก 10 ปีข้างหน้าหากก๊าซในอ่าวไทยหมดลงต้องมีการนำเข้าก๊าซในราคาสูงก็จะกระทบต่อค่าไฟ จึงจำเป็นต้องกระจายไปใช้เชื้อเพลิงอื่น เช่น ถ่านหิน หรือพลังน้ำ
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับแผนซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่ม โดยพม่าเดิมมีสัญญาซื้อ 1,500 เมกะวัตต์ ปรับเพิ่มเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ ลาวมีสัญญาอยู่ 7,000 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีแผนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตไฟฟ้าส่งออกไปยังประเทศที่ยังมีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า โดยเฉพาะพม่าที่มีไฟฟ้าใช้เพียง 25% ของพื้นที่ โดยจะมีการสนับสนุนให้นักลงทุนเข้าไปตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และผลิตไฟฟ้าส่งกลับไทยหรือส่งขายต่างประเทศช่วยให้ต้นทุนถูกลง
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ บี.กริมเพาเวอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (เอสพีพี) จะเป็นคำตอบให้กับการลงทุนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าเอสพีพีจะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอให้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมสามารถลดภาระการลงทุนสายส่งของภาครัฐ และไม่มีปัญหาเรื่องการต่อต้านจากชุมชุน ปัจจุบันกลุ่มอมตะ บี.กริมฯ มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีก 10 แห่ง รวมกับโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 2 แห่ง รวมเป็น 16 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ สามารถป้อนไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 800 แห่ง ใน 6 นิคมอุตสาหกรรม
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค แต่ในระยะยาวมีความเป็นห่วงเรื่องการรักษาความมั่นคงและความสมดุลของราคาพลังงาน เพราะไทยความมีเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ต้องนำเข้าก๊าซฯ จากพม่า รวมทั้งการสร้างความเข้าใจต่อประชาชนที่คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อาจบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ







