
ไตรมาส 2 ปีหน้าโรงงานเจ๊งตรึม
ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีการส่งสัญญาณเข้ามามากว่า จะไม่มีการรับคนงานหรือขยายโรงงานใหม่ และเมื่อปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ต่างจังหวัดทนแบกรับภาระไม่ไหว ต้องทยอยลดการจ้างงานลงเรื่อยๆ และปิดกิจการลงในที่สุด ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556
ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีการส่งสัญญาณเข้ามามากว่า จะไม่มีการรับคนงานหรือขยายโรงงานใหม่ และเมื่อปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ต่างจังหวัดทนแบกรับภาระไม่ไหว ต้องทยอยลดการจ้างงานลงเรื่อยๆ และปิดกิจการลงในที่สุด ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556
“ตอนนี้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องขยายไปอยู่ต่างจังหวัดอีกแล้ว เพราะค่าแรงเท่ากัน ผู้ประกอบการที่ยังพอรับไหวก็ย้ายฐานการผลิตกลับมากรุงเทพฯ หรือไม่ก็ย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าแทน แต่ที่น่าห่วงคือรายเล็กๆ ที่เป็นกิจการของคนไทยที่ไม่สามารถทนแบกรับภาระได้ไหว” ทวีกิจ กล่าว
วีระยุทธ สุขวัฑฒโก รองประธานและประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 กล่าวว่า การไม่รับแรงงานใหม่ในภาคอุตสาหกรรมมีการส่งสัญญาณกันมานานแล้ว เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการที่ผู้ประกอบการต้องทำ ตั้งแต่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรอบแรกเมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ซึ่งหากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศรอบนี้ รัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยชดเชยส่วนต่างให้ผู้ประกอบการ เชื่อว่าผู้ประกอบการรายเล็กคงอยู่ไม่ได้ ต้องทยอยปิดกิจการกันระนาว
“ตอนนี้คงยังไม่เห็นปิดกิจการ เพราะยังพอมีออร์เดอร์เหลืออยู่บ้าง แต่อนาคตจะค่อยๆ ลดขนาดกิจการลง และเริ่มเห็นการปิดกิจการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ผู้ประกอบการไม่รู้จะเดินไปข้างหน้าอย่างไร เพราะรัฐบาลไม่มีแผนรองรับไว้ให้เลย ทำให้ต้องดิ้นหนีเอาตัวรอดกันเอง” วีระยุทธ กล่าว
สมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการ บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จะเสนอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน พิจารณามาตรการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน เร่งแก้ไขมาตรการบรรเทาผลกระทบ 27 มาตรการย่อย โดยเสนอปรับปรุง 5 มาตรการ เช่น 1.ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้างลูกจ้าง เหลือฝ่ายละ 2.5% จากมาตรการเดิมเหลือฝ่ายละ 3% ข้อ 9 ลดอัตราภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการเหมาช่วงการผลิต เสนอลดเหลือ 0.1% ระยะ 3 ปี เดิมเหลือ 0.5% ไม่กำหนดเวลา ข้อ 10 ลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้เอสเอ็มอี ลง 50% ระยะ 3 ปี จากเดิมกำหนดไว้กว้างๆ เพียงคิดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าต่ำกว่าธุรกิจรายใหญ่ เป็นต้น
ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า เครือข่ายแรงงานไม่เห็นด้วยกับการลดเก็บเงินสมทบ เพราะทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์ เช่น การลดอัตราเงินสมทบ ทำให้มีเงินเข้ากองทุนประกันสังคมน้อยลง และจะส่งผลต่อการจ่ายเงินบำนาญชราภาพในอนาคต ประเด็นนี้ มีแต่ต้องเก็บเงินสมทบเพิ่มเพื่อให้กองทุนอยู่ได้ ไม่ใช่มาลดเงินสมทบเพื่อช่วยนายจ้าง
อาทิตย์ อิสโม รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า มาตรการลดอัตราการจ่ายเงินสมทบประกัน สังคมเพื่อช่วยเหลือนายจ้างนั้น จะไม่กระทบต่อรายได้ของกองทุนประกันสังคม เพราะแม้อัตราจ่ายสมทบลดลง แต่ด้วยค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้ฐานในการคำนวณเงินสมทบสูงขึ้น







