
รัฐบาลแผลเต็มตัว
ต่อกรณีการชุมนุมของ “องค์การพิทักษ์สยาม” ในวันที่ 24-25 พ.ย.นี้ จะเรียกว่ารัฐบาลวิตกเกินเหตุก็คงได้ ทั้งนี้สังเกตดูจากมาตรการที่เตรียมไว้รับมือกับการชุมนุมคงเป็นเพราะรัฐบาลนึกไม่ออกว่า พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ซึ่งประกาศเสียงดังฟังชัดว่าต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ จะเอายังไงต่อไปหากมีคนมาชุมนุมเรือนแสนรัฐบาลคงเกรงว่าจะมีการใช้ความรุนแรง เพราะตัวเองเคยทำมาแล้วในช่วงปี 2552-2553 จึงระแวงว่าคนอื่นจะทำแบบตัวบ้าง
ต่อกรณีการชุมนุมของ “องค์การพิทักษ์สยาม” ในวันที่ 24-25 พ.ย.นี้ จะเรียกว่ารัฐบาลวิตกเกินเหตุก็คงได้ ทั้งนี้สังเกตดูจากมาตรการที่เตรียมไว้รับมือกับการชุมนุมคงเป็นเพราะรัฐบาลนึกไม่ออกว่า พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ซึ่งประกาศเสียงดังฟังชัดว่าต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ จะเอายังไงต่อไปหากมีคนมาชุมนุมเรือนแสนรัฐบาลคงเกรงว่าจะมีการใช้ความรุนแรง เพราะตัวเองเคยทำมาแล้วในช่วงปี 2552-2553 จึงระแวงว่าคนอื่นจะทำแบบตัวบ้าง
รัฐบาลและสื่อที่เชียร์รัฐบาลเร่งทำ “สงครามข่าวสาร” และ “สงครามจิตวิทยา” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลและพยายามลดความน่าเชื่อถือให้กับฝ่ายตรงข้าม เช่น อ้างว่าเศรษฐกิจกำลังไปด้วยดี ประชาธิปไตยกำลังก้าวหน้า การชุมนุมจะทำลายบรรยากาศประชาธิปไตยและการลงทุน องค์การพิทักษ์สยามมองข้ามกติกาประชาธิปไตยและการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะพรรคเพื่อไทยได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุดถึง 15 ล้านเสียง มีอะไรก็ไปพูดกันในสภา ไม่ควรมาเล่นการเมืองกันข้างถนน ฯลฯ
ในขณะที่สื่ออีกกลุ่มกลับเห็นตรงข้าม สื่อกลุ่มนี้มองว่า ตลอดระยะเวลาปีกว่าที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ประสบความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ถ้าปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศต่อไป บ้านเมืองถึงแก่ล่มจมแน่ๆ เพราะเพียงปีกว่าที่ผ่านมา บ้านเมืองเสียหายมากมายทั้งที่ตีค่าเป็นเม็ดเงินได้และที่ประเมินเป็นมูลค่ามิได้ ความเสียหายซึ่งมองเห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองดาหน้าออกมาเตือนแล้วแต่ยังไม่ฟัง หากปล่อยไว้บ้านเมืองจะเดินไปสู่เหวแน่ๆ จึงต้องป้องกันไม่ให้ชาติเดินไปสู่หายนะ
การที่รัฐบาลมักอ้าง 15 ล้านเสียง ที่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยนั้น สื่อกลุ่มนี้เห็นว่าคนที่ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยมีมากกว่า 15 ล้านเสียง อีกทั้งคน 15 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคเพื่อไทยคงไม่ได้ให้ฉันทานุมัติให้รัฐบาลทำสิ่งที่เสียหายต่อประเทศ สื่อกลุ่มนี้มองว่า การชุมนุมครั้งนี้อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเผาบ้านเผาเมือง ก่อการจลาจล มีชายชุดดำใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชน นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ขึ้นสู่อำนาจบนกองเลือดของประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ แต่นายกรัฐมนตรียังมีหน้ามาเรียกร้องให้ไปเจรจาตกลงกันในสภา ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเกือบไม่เคยเข้าประชุมสภา
เวลานี้ไปทางไหนก็เจอแต่คนถามกันว่า วันเสาร์นี้จะไปลานพระบรมรูปทรงม้าหรือไม่? หลายคนที่ได้คุยด้วยบอกว่า จะไปร่วมชุมนุมด้วยโดยให้เหตุผลว่า เพราะอึดอัดใจและทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของนักการเมืองพรรครัฐบาลบางคนและแนวร่วม นปช. ที่ตลอดเวลา 34 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงอาการจาบจ้วง ดูถูก ดูหมิ่นทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดมา รัฐบาลชุดนี้จงรักภักดีแต่ปากเท่านั้น แต่พฤติกรรมไปอีกอย่าง สมาชิกพรรคหลายคน แนวร่วมเสื้อแดง คนที่เดินขวักไขว่ในทำเนียบฯ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หลายคนมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันสูงสุดทั้งทางตรงและทางอ้อมมาแล้ว แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์นอกจากไม่กำจัดคนเหล่านี้แล้วยังคอยโอบอุ้มและปกป้อง เมื่อมีองค์การพิทักษ์สยามประกาศเจตนารมณ์ในการปกป้องสถาบันเช่นนี้ พวกเขาจึงออกมาร่วมด้วย
อีกกลุ่มที่จะไปร่วมบอกว่า ต้องการคัดค้านรัฐบาลชุดนี้เพราะบริหารบ้านเมืองผิดพลาด โคตรโกง บ้านเมืองจะเสียหายร้ายแรงในอนาคตจากโครงการประชานิยม พวกเขาไม่ได้คิดว่าการชุมนุมจะสามารถล้มรัฐบาลได้ แต่ต้องการมาบอกรัฐบาลว่า อย่าเหิมเกริม ลำพอง และผยองในอำนาจมากจนคิดว่าจะทำอะไรก็ได้ บ้านเมืองนี้ยังมีคนอีกมากที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของรัฐบาลและกลุ่ม นปช. ดังนั้นอย่าข่มขู่กันมากเกินไป เวลานี้คนไทยอึดอัดใจกับพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้และกลุ่ม นปช. อย่างมาก เมื่อมีทหารที่ดูเป็นคนจริงและเชื่อถือได้เป็นคนนำ คนที่ทนไม่ไหวจึงออกมาร่วมด้วย
อย่างไรก็ดี คนที่ตั้งใจไปร่วมการชุมนุมส่วนใหญ่ที่ได้พูดคุยด้วย ไม่ต้องการก้าวไปไกลถึงกับ “แช่แข็งประชาธิปไตย” หรือนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร แต่เห็นด้วยในการ “แช่แข็งนักการเมืองชั่ว” สิ่งสำคัญที่สุดคือ พวกเขาต้องการแสดงพลังให้รัฐบาลฟังเสียงคนอื่นบ้าง และนำไปปรับปรุงแก้ไขโครงการที่ผู้ชุมนุมเห็นว่าจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เชียร์หรือต่อต้านรัฐบาล ต่างเห็นตรงกันอย่างหนึ่งคือไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2552 และ 2553 ที่มีการเผาบ้านเผาเมือง ทำความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ และทำให้บ้านเมืองเสียชื่อเสียงอย่างยับเยิน ทุกฝ่ายหวังว่าคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น องค์การพิทักษ์สยามยืนยันแล้วว่าจะชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ 2 วันจบ ส่วนกลุ่มเสื้อแดงให้คำมั่นว่าจะไม่ให้สมาชิกที่ชุมนุมรอบนอกเข้ามาใกล้เคียงพื้นที่ที่ชุมนุมอยู่ ขณะที่ตำรวจก็คงไม่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อ 7 ต.ค. 2551 แต่ทุกฝ่ายต้องระวัง “อุบัติเหตุ”
เราได้สรุปความเห็นของผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่คัดค้านผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณาและตัดสินใจเอาเองว่าจะไปร่วมหรือไม่อย่างไร ส่วนรัฐบาลนั้นหากมองคนเห็นต่างเป็น “กบฏ” ในที่สุด กบฏก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง รัฐบาลที่เมินเฉยต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ซ้ำยังยโสโอหัง ท้าทายต่อพลังมหาชน คงจะได้บทเรียนในครั้งนี้ไม่มากก็น้อย หลังการชุมนุมที่ลานพระรูปต่อเนื่องด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ สส.ฝ่ายค้าน และการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของ สว. รัฐบาลยิ่งลักษณ์คงมี “แผลเต็มตัว” แม้ไม่ตาย แต่ต้อง “เลียแผล” ไปอีกนาน







