posttoday
ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

21 พฤศจิกายน 2555

วันนี้ขอกลับมาเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของข้อพิพาทระหว่างนักศึกษาไทยในสหรัฐกับบริษัทหนังสือบริษัทหนึ่ง หลายท่านที่สนใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาคงได้ยินเรื่องนี้อยู่บ้าง ผู้เขียนนำมาเขียนเพราะเห็นว่ามีแง่มุมและช่องโหว่ทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากับการดำเนินธุรกิจการค้าที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการที่โลก IT มีวิวัฒนาการไปเร็วมาก ขณะที่การพัฒนากฎหมายยังตามไปไม่ทันกัน ไม่ใช่เพราะความเชื่องช้าของระบบ แต่เพราะการปรับปรุงกฎหมายแต่ละครั้งต้องดูให้รอบคอบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

วันนี้ขอกลับมาเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของข้อพิพาทระหว่างนักศึกษาไทยในสหรัฐกับบริษัทหนังสือบริษัทหนึ่ง หลายท่านที่สนใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาคงได้ยินเรื่องนี้อยู่บ้าง ผู้เขียนนำมาเขียนเพราะเห็นว่ามีแง่มุมและช่องโหว่ทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากับการดำเนินธุรกิจการค้าที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการที่โลก IT มีวิวัฒนาการไปเร็วมาก ขณะที่การพัฒนากฎหมายยังตามไปไม่ทันกัน ไม่ใช่เพราะความเชื่องช้าของระบบ แต่เพราะการปรับปรุงกฎหมายแต่ละครั้งต้องดูให้รอบคอบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ลองมาดูกรณีที่นักศึกษาไทยถูกบริษัทหนังสือที่พิมพ์ตำราเรียนในสหรัฐฟ้อง เนื่องจากนักศึกษาคนดังกล่าวมีการกว้านซื้อหนังสือตำราเรียนในประเทศไทยส่งเข้าไปในสหรัฐแล้วไปจัดจำหน่ายใน ebay ในราคาที่ถูกกว่าหนังสือตำราเรียนในสหรัฐที่เป็นตำราเล่มเดียวกัน ข่าวบอกว่าเขาทำเงินได้ถึง 9 แสนเหรียญสหรัฐ ถ้าให้ผู้เขียนลองเดาดูก็คาดว่าเดิมคงไม่ได้ตั้งใจจะขาย แต่เนื่องจากหนังสือตำราเรียนที่ขายในสหรัฐจะแพงมากกว่าตำราที่แต่งโดยคนเดียวกัน ชื่อหนังสือเดียวกันแต่พิมพ์โดยบริษัทในต่างประเทศ เช่น ไทย หรือประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย นักศึกษาไทยจึงให้ญาติในเมืองไทยซื้อส่งไปให้เพื่อใช้ในการศึกษา เมื่อเพื่อนๆ เห็นว่าถูกกว่ามากก็คงจะฝากซื้อกัน ในที่สุดนักศึกษาจึงเกิดปิ๊งขึ้นมา แล้วก็กว้านซื้อหนังสือตำราเรียนของบริษัทผู้พิมพ์ John Wiley & Sons ถึง 8 เรื่องด้วยกัน มาขายบน ebay โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจึงฟ้องนักศึกษา ซึ่งผู้เขียนคงเอ่ยชื่อได้เพราะเรื่องนี้ได้ลงเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หลายฉบับทั้งไทยและต่างประเทศ คือฟ้องนักศึกษาที่ชื่อ สุภาพ เกิดแสง ว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท ทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย ซึ่งศาลชั้นต้น (Manhattan Federal Jury) ได้ตัดสินไปแล้วให้นายสุภาพจ่ายเงินค่าเสียหายแก่บริษัทพิมพ์ Wiley & Sons เป็นจำนวนเงิน 6 แสนเหรียญสหรัฐ และขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ต่อศาลสูงของสหรัฐ

ประเด็นสำคัญที่มีการต่อสู้กันนั้นแน่นอนว่าเป็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ที่เป็นข้อถกเถียงกันมากก็คือกฎหมายของสหรัฐนั้นมีเรื่องการห้ามนำเข้าซ้อน คือถ้าบริษัท A ผลิตสินค้า B ส่งออกไปขายต่างประเทศ ก็ห้ามไปนำเข้าสินค้า B กลับมาขายในสหรัฐอีก แต่กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าถ้ามีบริษัท A ได้อนุญาตให้บริษัท ก. ผลิตสินค้า B ในประเทศอื่น เช่นประเทศไทย และขายสินค้า B ในประเทศไทย แล้วมีคนซื้อสินค้า B ในประเทศไทยเข้าไปขายในสหรัฐจะผิดหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยไม่มีระบุไว้ ถ้านายสุภาพมาทำในเมืองไทยก็คงรอดตัวไป นอกจากอาจจะต้องดูประเด็นเรื่องความเสียหายที่เกิดแก่บริษัท ดังนั้นในกรณีของสหรัฐจึงค่อนข้างจะวุ่นวาย เพราะมีการทำธุรกิจในทำนองที่นายสุภาพทำมากพอสมควร และเป็นธุรกิจใหญ่ เช่น Cosco ซึ่งหลายท่านที่เคยไปสหรัฐก็คงทราบดีว่า เป็นห้างใหญ่มากในสหรัฐที่ขายสินค้าราคาถูกเป็นพิเศษ ebay ก็ทำธุรกิจในลักษณะนี้ Google ก็เช่นกัน ผู้ขายปลีกที่ขายสินค้าในลักษณะนี้เขาเรียกว่าเป็น GreyMarket Products คือตลาดลักษณะนี้จะเป็นสีเทาๆ จะว่าผิดกฎหมายก็ไม่ใช่ จะว่าถูกกฎหมายก็ไม่เชิง จะว่าผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ นายสุภาพก็ไปซื้อมาถูกต้องตามกฎหมาย เพราะบริษัทไทยก็ได้มีสัญญาอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ให้พิมพ์จำหน่ายได้ (ถึงแม้จะพิมพ์ระบุไว้ด้วยว่า ห้ามส่งออก) แต่บริษัทก็ไม่ทราบว่า ญาติของนายสุภาพจะมาซื้อเพื่อส่งออกไปให้นายสุภาพขายต่อ นายสุภาพเองก็เห็น GreyMarket Product ขายกันเต็มไปหมดในสหรัฐ ซึ่งบริษัท ดีลอยท์ เคยทำการศึกษาพบว่ามีการนำเข้าสินค้า GreyMarket Products นี้มาในสหรัฐถึงประมาณ 63 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นายสุภาพเองก็คงไม่ได้ดูกรณีที่เคยมีการฟ้องร้องกันในอเมริกามาก่อนด้วย เพราะเรื่องการฟ้องร้องนี้ถ้าคนไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเรียนเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรงก็คงไม่ได้สนใจไปหาอ่านกัน

กรณีฟ้องร้องที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่กลุ่มบริษัท Swatch, AG’s, Group Omega ฟ้อง Cosco ในเรื่องที่ Cosco ลดราคานาฬิกาของบริษัทลงถูกเกินไป ซึ่งก็เนื่องจาก Cosco ไปซื้อมาในราคาถูกจากต่างประเทศเช่นกัน แต่ในครั้งนั้นถือว่ายังเป็นคำถามในเรื่องลิขสิทธิ์อยู่เพราะผลการลงคะแนนเสียงของศาลสูงเมื่อปี ค.ศ. 2010 ในคดีนี้เท่ากัน ระหว่าง Omega : Cosco คือ 4 : 4 ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 1998 ศาลสูงก็เคยตัดสินตีความประเด็นเรื่องสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์กรณีนำเข้าซ้อนเหมือนกัน โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เจ้าของลิขสิทธิ์จะมีกำไรเฉพาะจากที่ขายครั้งแรก หมายความว่าถ้ามีคนซื้อต่อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วนำเข้ามาขายในสหรัฐเป็นของมือสองอย่างที่นายสุภาพก็อ้างด้วยนั้นถือว่าทำได้ อย่างไรก็ตามในครั้งนั้นไม่มีการพิจารณาว่าถ้าเป็นของที่ผลิตในต่างประเทศแล้วนำเข้ามาจะเป็นอย่างไร

การตัดสินกรณีของนายสุภาพนี้จะมีผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งถึงผู้บริโภคและผู้ขายของลดราคา ทำให้ Cosco, ebay และ Google ลุกขึ้นมาถือหางนายสุภาพเป็นแถว ส่วนเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงและภาพยนตร์ก็ถือหางบริษัทพิมพ์หนังสือ Wiley & Sons ก็คงต้องติดตามดูต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ที่สำคัญคือผู้พิพากษาคนหนึ่งในคดี Omega ฟ้อง Cosco เป็นผู้มาพิจารณาคดีของนายสุภาพด้วย และที่ว่าสำคัญคือผู้พิพากษาท่านนี้ (Elena Kagan) เป็นหนึ่งในสี่เสียงที่ออกเสียงให้ Omega เป็นผู้ชนะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท