
รัฐบาลประชาธิปไตยต้อง "ใจกว้าง"
ตำราบริหารองค์กรยุคใหม่ทุกเล่ม “เตือน” ผู้บริหารว่าต้อง “ใจกว้าง”
ตำราบริหารองค์กรยุคใหม่ทุกเล่ม “เตือน” ผู้บริหารว่าต้อง “ใจกว้าง”
การบริหารองค์กรขนาดใหญ่มีคนจำนวนมากต้องใช้พหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ผู้บริหารไม่สามารถรอบรู้ไปได้ทุกเรื่อง และโลกในยุคโลกาภิวัตน์มีลักษณะ “ฉับไว กว้างไกล ไร้พรมแดน” ทำให้การบริหารเกิดแรงเสียดทาน (Friction) จาก “ความเชื่อ” ที่แตกต่างกันของผู้ร่วมงานมากขึ้น
นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมขององค์กรในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงและพลิกผันอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารจึงต้องรับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติที่สัมผัสกับปัญหา เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทที่แท้จริง และฝึกให้ผู้ปฏิบัติสามารถตัดสินใจปรับกลยุทธ์เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ โดยจัดทำแผนเผชิญเหตุ (Contingency Plan)
ในด้านส่วนตัวผู้บริหารเองได้แนะนำว่าต้องใช้ศิลปะในการบริหารมากขึ้น โดยควรพัฒนาสมรรถนะในการสื่อสารเพื่อให้สามารถทำความเข้าใจให้กับผู้เกี่ยวข้องถึงเหตุผลในการเลือกใช้กลยุทธ์ เพื่อปรับความเชื่อให้ตรงกันก่อนลงมือทำงาน ตามวรรคทองที่ว่า “Touch the heart then start the job”
แนวคิดนี้ทำให้ผู้บริหารสมัยใหม่ต้องเปลี่ยนคุณลักษณะของตนให้เป็นคนเปิดใจกว้าง อดทนต่อการรับฟังสิ่งที่ผู้ร่วมงานไม่เห็นด้วย ไม่เบื่อหน่ายต่อการอธิบายเหตุผลในการตัดสินใจของตนให้กับผู้ที่ไม่เห็นด้วย และหากว่าผู้อื่นมีเหตุผลดีกว่าก็พร้อมที่จะยินยอมปรับกลยุทธ์ของตนตามเหตุนั้น
การบริหารองค์กรสมัยใหม่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์นั้น ตัวแปรสำคัญคือคุณลักษณะผู้นำ (Leadership) ซึ่งต้องปรับจากเดิมที่ชอบทำตาม “อำเภอใจ” (Arbitrary) หรือเผด็จการ มาเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตยที่ “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันรับผิดชอบ” ซึ่งท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) สรุปว่า ผู้นำองค์กรยุคใหม่ต้องเป็นคน “คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง”
ถ้าเป็นนักวิชาการสายจีนก็แนะนำให้พัฒนาคุณลักษณะผู้นำเป็นแบบ “โจโฉ” ด้วยการพัฒนาความสามารถในเรื่อง “อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น”
ส่วนการบริหารองค์กรได้เสนอแนะให้นำระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) มาใช้ ซึ่งประเทศไทยของเราก็ได้ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ “ประโยชน์สุขของประชาชน”
สำหรับหลักการบริหารมี 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า พร้อมกับกำหนดวิธีการทำงานที่ชัดเจนไว้ในมาตรา 8 โดยเฉพาะ (2) และ (3) ได้กำหนดไว้ว่า
“(2) การปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการต้องเป็นไปโดยซื่อสัตย์สุจริต สามารถตรวจสอบได้ และมุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น
(3) ก่อนเริ่มดำเนินการ ส่วนราชการต้องจัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน กำหนดขั้นตอนการทำงานที่โปร่งใส มีกลไกตรวจสอบในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน ในกรณีที่ภารกิจใดจะมีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนราชการต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับจากภารกิจนั้น”
ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2550 ได้บัญญัติเรื่องเหล่านี้ไว้ในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างครบถ้วน
น่าเสียดายที่รัฐบาลที่ผ่านมาขาดความสนใจกับการพัฒนาระบบราชการให้มี “ธรรมาภิบาล” และไม่ได้สร้าง “มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ให้มีความ “ซื่อตรง” (Integrity) สภาพบ้านเมืองของเราจึงตกต่ำลงอย่างที่เห็น เพราะทุกคนแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง
เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายข้าราชการประจำซึ่งควรจะเป็น “หลัก” ในการบริหารบ้านเมืองระดับยุทธศาสตร์ เพราะประชาชนจ้างมาใช้วิชาชีพเป็นสัญญาระยะยาว เพื่ออำนวย “ประโยชน์สุข” ให้กับประชาชน กลับถือสุภาษิต “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ตามใจนักการเมืองจนขาดการ “ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
ส่วนนักการเมืองที่ประชาชน “จ้าง” มาด้วยสัญญาระยะสั้นไม่เกิน 4 ปี เพื่อดูแลบริหารงานระดับยุทธวิธีตามยุทธศาสตร์ของประเทศที่วางไว้ กลับมีความพยายามปรับยุทธศาสตร์ของชาติตามผลประโยชน์ที่ตนต้องการ คือ ได้รับการเลือกตั้งกลับมาแสวงหาอำนาจอีก จึงทำให้เกิดนโยบาย “ประชานิยม”
นโยบาย “ประชานิยม” หรือ Popularism เป็นนโยบายระดับยุทธวิธีที่ได้ผลในระยะสั้นและผู้ได้รับประโยชน์ชื่นชอบ แต่เกิดผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์หรือโครงสร้างของประเทศระยะยาว ซึ่งทำให้หลายประเทศที่ประชาชน “เสพติด” ประชานิยมแล้วเลิกไม่ได้แม้ว่าประเทศกำลังจะล่มจม เช่น กรีซและสเปน
ถ้าย้อนกลับมาดูนโยบายรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แก่ ค่าแรงงาน 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 1.5 หมื่นบาท การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท ฯลฯ เป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์กับประชาชนบางกลุ่มอันอาจเป็นกรณีที่ส่อว่าเข้าข่ายนโยบาย “ประชานิยม”
ทั้งนี้ เพราะขาดการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นตามกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ และไม่ได้รับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
เมื่อมีการทักท้วงและสอบถามรายละเอียดจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะองค์กรตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น วุฒิสภา พรรคฝ่ายค้าน ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รัฐบาลก็ไม่พยายามชี้แจงทำความเข้าใจและมีท่าที “รำคาญ”
โดยเฉพาะกรณีรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่สมาชิกวุฒิสภาสอบถามมาโดยตลอด แต่ไม่มีคำตอบจนผลสุดท้ายต้องยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ
แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจที่จะนัดหมายเพื่อชี้แจงเรื่องที่สอบถามในการประชุมวุฒิสภาตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. ตามที่ท่านนายกฯ แถลงที่กรุงลอนดอนเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะใช้สภาแก้ไขปัญหาของชาติ ทำให้หลายฝ่ายสันนิษฐานว่า “รัฐบาลไม่พร้อมที่จะชี้แจง” และก่อให้เกิดข่าวลือในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันตามมา
เมื่อถูกทวงถามหนักเข้า รัฐบาลจึงกำหนดให้มีการอภิปรายในวันที่ 28 พ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุมและเป็นวันลอยกระทง โดยให้เวลาเพียง 8 ชั่วโมง เสมือน “เสียไม่ได้”
ถ้าพิจารณาด้านจังหวะเวลา รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าสมาชิกวุฒิสภายื่นญัตติทั้งสองฉบับนี้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ และก่อนองค์กรพิทักษ์สยามจะรวมตัว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองตามที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหา
ในด้านสาระ รัฐบาลอาจลืมไปว่า ญัตติที่สมาชิกวุฒิสภายื่นขอเปิดอภิปรายมี 2 ญัตติ
ญัตติแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจำนำข้าวทุกเมล็ด ส่วนอีกญัตติหนึ่งเป็นเรื่องราคาพืชผลเกษตรกรตกต่ำ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการบริหารราชการที่ขาดเอกภาพ และปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินอื่นๆ ซึ่งอภิปรายสอบถามได้อย่างกว้างขวาง
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกวุฒิสภาตั้งประเด็นคำถาม และรัฐบาลตอบเพื่ออธิบายทุกประเด็นได้อย่างชัดเจน ภายในเวลา 8 ชั่วโมง
เรื่องนี้นับได้ว่า รัฐบาลละทิ้งโอกาสในการสื่อสารให้กับประชาชนไปอย่างน่าเสียดาย และเป็นการทำร้ายตนเอง เพราะการชี้แจงเรื่องที่มีรายละเอียดและซับซ้อนในเวลาอันจำกัดนั้นเป็นเรื่องยาก ประกอบกับคนในรัฐบาลนี้ก็มีข้อจำกัดในการชี้แจงภาพรวมอยู่แล้ว ก็ยิ่งสร้างปัญหาในด้านภาพลักษณ์ให้กับตัวเองมากขึ้น
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลไม่จัดทำรายงานผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งขณะนี้เลยมาเกือบ 3 เดือนแล้ว ทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบต่อรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
คนในรัฐบาลซึ่งใช้อำนาจรัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เลิกมองผู้อื่นในแง่ร้าย และเห็นว่าคนที่คิดต่างเป็น “ศัตรู” ตามมายาคติเผด็จการทางความคิด เพราะประชาธิปไตยในยุคโลกาภิวัตน์จะเกิดขึ้นได้เมื่อ “คนในสังคมเปิดใจกว้างและยอมรับความแตกต่างทางความคิด” เท่านั้น
และต้องระลึกอยู่เสมอว่า “การทำความดีต้องเริ่มที่ตนเอง” บ้านเมืองจึงจะอยู่รอดปลอดภัยครับ







