
รัฐบาลปากแข็งกับความรุนแรงในภาคใต้
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่มีความสงบ และยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2555 ได้เกิดเหตุระเบิดบนรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 1075 ใกล้สถานีสโลว์บูกิตยือแร หมู่ 9 ต.รือเสาะ จ.นราธิวาส แรงระเบิดทำให้รถไฟสายนครศรีธรรมราช–ยะลา–สุไหงโกลก ตกราง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่มีความสงบ และยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2555 ได้เกิดเหตุระเบิดบนรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 1075 ใกล้สถานีสโลว์บูกิตยือแร หมู่ 9 ต.รือเสาะ จ.นราธิวาส แรงระเบิดทำให้รถไฟสายนครศรีธรรมราช–ยะลา–สุไหงโกลก ตกราง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต
ผมเข้าใจว่าทุกครั้งที่มีการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง จะพบว่ามีผู้บาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต ซึ่งมีความเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดมา ซึ่งถือว่าเป็นความสูญเสียที่ได้เกิดกับทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชนทั่วไป ที่ต้องพบกับความตาย ความพิการ และการได้รับบาดเจ็บ ทั้งสาหัสและไม่สาหัส จนทำให้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนไม่ปลอดภัย มีชีวิตอยู่อย่างระแวดระวัง การทำมาหากินและการประกอบอาชีพขาดความเป็นปกติสุข เพราะมีความไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับตนเองเมื่อไร อย่างไร ไม่มีใครรู้คำตอบได้
ผมอยากเสนอให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจที่มีหน้าที่ในการดูแลรับผิดชอบพื้นที่ลองพิจารณาถึงคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี หรือในรอบสองปี สามปี โดยให้มองถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตผู้คน คิดถึงหัวอกคนที่ต้องสูญเสีย ซึ่งผมเข้าใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นร้อยๆ ครั้ง หรือพันครั้ง จะมีผู้ที่สูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ที่มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจนับเป็นหมื่นๆ คน และในส่วนที่มีการสูญเสียชีวิตไปแล้วราวสี่ห้าพันคน ซึ่งยังไม่นับรวมการสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจ เพราะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งการค้า และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งเกษตรกรรม อันเป็นพื้นที่สวนที่อุดมสมบูรณ์ ก่อให้เกิดผลในเชิงเศรษฐกิจมากมาย ซึ่งในปัจจุบันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และการเกษตรกรรม กลับซบเซาและเลือนหายไป
โดยเฉพาะผู้คนที่เคยไปเที่ยวก็กลับหายไป ข้าราชการทั้งภูมิภาคและข้าราชการท้องถิ่นที่เขาอยากจะไปทำงานอยู่ในพื้นที่ก็ไม่อยากอยู่ และขอทำเรื่องย้ายออกนอกพื้นที่ก็มีมากมาย ผู้คนที่เป็นเกษตรกรมีสวน มีไร่ มีนาก็ต้องทิ้งสวน ทิ้งไร่ ทิ้งนา ไปอยู่ที่อื่น จนกลายเป็นว่าไม่มีใครอยากไปพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะกลัวเหตุการณ์และกลัวความรุนแรง เพราะไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
แม้ว่าจะมีหน่วยงานดูแลความปลอดภัย ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนหน่วยคุ้มกันความปลอดภัย รวมทั้งหน่วยข่าวกรองต่างๆ ที่ทุ่มลงไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งด้านกำลังคน กำลังงบประมาณของรัฐบาล แต่ผลลัพธ์ที่ได้ลองบวกลบคูณหารพิจารณากันดูเอาเอง ผมคิดว่าคำตอบก็คือเหตุการณ์ความรุนแรงก็ยังมีเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร
รัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งฝ่ายรัฐมนตรีที่ดูแล และฝ่ายทหาร ตำรวจ มักชอบออกมาพูดการันตีอยู่บ่อยๆ ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ลดน้อยลง ในขณะที่ความรุนแรงและความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เห็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบภาคใต้ หรือบุคคลสำคัญในรัฐบาลจะกุลีกุจอลงไปดูแล ไปให้กำลังใจทหาร ตำรวจ พลเรือน และไปสอบถามทุกข์สุขของประชาชนผู้ที่อาศัยว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อยืนยันแสดงว่าเหตุการณ์สงบลงและไม่มีความรุนแรง
ยอมรับกันได้หรือไม่ว่ายุทธศาสตร์และแนวทางวิธีการที่รัฐบาลทำๆ กันอยู่เพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ “ยังมีความรุนแรง” และยอมรับกันได้หรือไม่ว่า แนวทางที่ดำเนินการแก้ปัญหานั้นจะถูกทางแล้วหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันฟ้องอยู่ว่า “รัฐบาลสามารถรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ และยังมีความสูญเสียเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จนดูเหมือนว่าผู้คนโดยทั่วๆ ไปก็ไม่กล้าลงไป อย่าว่าแต่ท่านรัฐมนตรีเถอะ”
ผมเข้าใจว่าการแก้ไขปัญหานอกจากจะใช้แนวทางวิธีการตอบโต้ และใช้กำลังของทหาร ตำรวจ ในการกำกับควบคุมดูแลความสงบความปลอดภัย แต่ก็ให้ควรพึงตระหนักถึงความแตกต่างในเชิงศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีไว้ด้วย เป็นต้นว่า การใส่รองเท้าทหาร ตำรวจ เข้าไปในมัสยิด การใช้สุนัขไปตรวจตราตามบ้านเรือน และการกระทำในเชิงชู้สาว แม้จะดูเป็นเรื่องไม่ใหญ่โต แต่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามหรือมุสลิมก็ได้ ขอให้พึงระวังในรายละเอียดเหล่านี้
นอกจากนี้ อาจจะหาแนวทางวิธีการอื่นๆ เช่น แนวทางการส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือแนวทางให้จังหวัดภาคใต้จัดการตนเอง หรือให้แต่ละจังหวัด เช่น จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นหน่วยปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอิสระในเชิงการบริหารและการงบประมาณ รวมทั้งการจัดการตนเองได้พอสมควร เป็นต้นว่า การจัดโครงสร้างการบริหารที่ให้ชุมชนท้องถิ่นและทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม การให้อำนาจหน้าที่แก่ท้องถิ่นในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ และการทุ่มเทงบประมาณเพื่อการพัฒนาโดยท้องถิ่นสามารถจัดการตนเอง รวมทั้งการบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยเฉพาะรัฐบาลได้ออกมาตระหนักถึงปัญหาแล้วหรือยังว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องถือว่าเป็นปัญหารุนแรง และให้ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแสดงออกให้เห็นว่ารัฐบาลจริงใจและตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อให้คืนความสงบสุขให้กลับมาโดยเร็ววัน มิใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม







