posttoday
มองอนาคตโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า (ภาค 2)

มองอนาคตโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า (ภาค 2)

20 พฤศจิกายน 2555

ในบทความเมื่อครั้งก่อน ผมได้เล่าถึงทิศทางอนาคตโลกในมิติด้านเศรษฐกิจที่ครอบคลุมไปถึงอนาคตของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจเรียกกันว่า BRIICS ทิศทางการค้าการลงทุนที่ขยายตัวเข้าสู่ประเทศในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และแนวโน้มการใช้พลังงานโลกที่จะสูงขึ้น ผลักดันให้ราคาพลังงานจะต้องราคาแพงขึ้นต่อจากนี้ไป

ในบทความเมื่อครั้งก่อน ผมได้เล่าถึงทิศทางอนาคตโลกในมิติด้านเศรษฐกิจที่ครอบคลุมไปถึงอนาคตของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจเรียกกันว่า BRIICS ทิศทางการค้าการลงทุนที่ขยายตัวเข้าสู่ประเทศในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และแนวโน้มการใช้พลังงานโลกที่จะสูงขึ้น ผลักดันให้ราคาพลังงานจะต้องราคาแพงขึ้นต่อจากนี้ไป

ในบทความนี้ ผมอยากจะพูดถึงทิศทางและอนาคตของสังคมโลกครับ รวมทั้งปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคมโลกในอนาคตครับ

ผมว่าปัจจัยด้านสังคมที่จะมีนัยทางเศรษฐกิจมากที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการเข้าสู่โลกแห่งผู้สูงวัย โดยประชากรยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี ค.ศ. 2020 คาดว่าจะมีประชากรทั่วโลกประมาณ 7,600 ล้านคน หรือเพิ่มจากปี ค.ศ. 2011 ที่มีอยู่ประมาณ 7,000 ล้านคน และภายในปี ค.ศ. 2025 โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ล้านคน

ทั้งนี้ ประชากรโลกจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่าจะมีประชากรโลกรวมทั้งสิ้นสูงถึง 8,300 ล้านคน โดยทวีปเอเชียยังคงเป็นทวีปที่มีสัดส่วนประชากรโลกมากที่สุด

อย่างไรก็ดี หลังปี ค.ศ. 2050 ทวีปเอเชียมีแนวโน้มอัตราการเพิ่มของประชากรลดลง ในขณะที่ทวีปแอฟริกามีแนวโน้มอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้น สำหรับประเทศไทย ประชากรไทยจะยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ในปี ค.ศ. 2050 คาดว่าไทยจะมีประชากรประมาณ 71 ล้านคน

อย่างไรก็ดี พบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากภาวะเจริญพันธุ์ของคนไทยมีแนวโน้มลดลง

นอกจากนี้ อายุขัยเฉลี่ยของคนจะเพิ่มขึ้นและก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ภายหลังจากการลดลงของอัตราการตายอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสาธารณสุข ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการคาดการณ์แนวโน้มอายุขัยเฉลี่ยในอนาคต พบว่าในช่วงปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกจะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 75.6 ปี (ปี ค.ศ. 2010 มีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 67.6 ปี) โดยประชากรเพศชายจะมีอายุขัยเฉลี่ย 73.3 ปี ต่ำกว่าประชากรเพศหญิง ซึ่งจะมีอายุขัยเฉลี่ย 77.9 ปี

ในขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ. 2050 โลกจะมีสัดส่วนประชากรวัยเด็กอยู่เพียงร้อยละ 20.87 แต่ในทางตรงกันข้ามจะมีประชากรวัยสูงอายุร้อยละ 22.23 ทำให้กลุ่มผู้สูงวัยกลายเป็นประชากรที่มีกลุ่มใหญ่ในสังคมมากกว่าวัยเด็ก สำหรับประเทศไทย ประชากรวัยเด็ก (014 ปี) จะมีแนวโน้มลดลง โดยคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2030 จะมีจำนวนประชากรวัยเด็กเหลือ 16.7% ลดลงจากปี ค.ศ. 2012 ที่มีอยู่ 19.5% ในขณะที่ประชากรผู้สูงวัยจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ค.ศ. 2030 คาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยประมาณ 17.4% เพิ่มจากปี ค.ศ. 2012 ซึ่งมีเพียง 9.5%

นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าโลกในอนาคตกำลังขยายสู่ความเป็นเมืองเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ก่อให้เกิดเป็นเมืองอุตสาหกรรม สร้างกระแสการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองเป็นจำนวนมาก โดยประเทศกำลังพัฒนาจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเมืองอย่างรวดเร็ว

ซึ่งการขยายตัวของเมืองดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของความยากจนในเขตเมือง การขาดแคลนที่อยู่อาศัยของประชากรเมือง ความไม่เพียงพอของการให้บริการจากหน่วยงานรัฐบาล ทั้งทางด้านการศึกษาและสวัสดิการอื่นๆ

ปัญหาการกระจุกตัวของประชากรในเขตเมืองที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลต่อสังคมไทยอย่างไร ไว้ฉบับหน้ามาคุยกันต่อนะครับ

นอกจากนี้ การกระจุกตัวของเมืองยังทำให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อม ปัญหาการก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งจะนำสู่ปัญหาทางด้านความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชากรเมือง ปัญหาสุขภาพทางร่างกายและจิตใจ สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรม เป็นสังคมอุตสาหกรรมหรือสังคมเมืองมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนจำนวนของประชากรในเขตเมืองในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี ค.ศ.2010 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรเมือง คิดเป็น 33.73% และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 37.97% ในปี ค.ศ.2020 โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2030 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเมืองคิดเป็น 43.70% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมือง

สำหรับโครงสร้างครัวเรือนจะมีขนาดเล็กลง โดยคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2030 ผู้ที่อาศัยอยู่แบบครอบครัวเดี่ยวเพียงคนเดียวในครัวเรือนจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น

ส่วนคู่สมรสในหลายประเทศที่อยู่ในกลุ่ม OECD ถูกคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มที่จะครองชีวิตคู่โดยไม่มีบุตรมากขึ้น ในขณะเดียวกันอัตราการหย่าร้างของประชากรโลกก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

เช่นเดียวกันโครงสร้างครัวเรือนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่ครอบครัวไทยจะมีลักษณะของครอบครัวใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะมีโครงสร้างครัวเรือนเล็กลงกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากยิ่งขึ้น และ อยู่คนเดียว ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความเปราะบางมากขึ้น อัตราการหย่าร้างจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

เห็นมั้ยล่ะครับ ว่าสังคมโลกและสังคมไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ทำให้รัฐบาลต้องเตรียมรองรับทางนโยบายไม่ว่าจะเป็นนโยบายดูแลผู้สูงอายุ และนโยบายการจัดผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนเมือง ในครั้งหน้า ผมจะขอวิเคราะห์ทิศทางด้านสังคมต่อในประเด็นเรื่องสุขภาพ การศึกษาและวัฒนธรรมนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท