
85ปี ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ (2)
วันจันทร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ผู้บุกเบิกวิชานิติปรัชญา ให้กับวงการกฎหมายไทย
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
วันจันทร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ผู้บุกเบิกวิชานิติปรัชญา ให้กับวงการกฎหมายไทย แต่เกิดความผิดพลาดที่ผู้ตรวจพิสูจน์อักษร ที่แก้ชื่อท่านอาจารย์จาก ปรีดี เป็น ปีดี ทำให้ผมเสียรังวัดไปเป็นกระบุง ในฐานะลูกศิษย์ของท่านแต่เขียนชื่อผิด จึงกราบขออภัยท่านอาจารย์ด้วย
ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบประมวลกฎหมาย อันเป็นระบบกฎหมายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรป โดยกฎหมายของเราเอาแบบอย่างมาจากประเทศเยอรมนี กฎหมายระบบประมวล คือ กฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งต่างกับของอังกฤษที่ใช้คำตัดสินของศาลที่พิจารณาไว้ในคดีต่างๆ เป็นกฎหมาย ที่ต้องยึดถือปฏิบัติกัน ซึ่งเราเรียกว่า Common Law
การที่กฎหมายเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนว่า กฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร ห้ามอะไร หากดูโดยผิวเผินก็น่าจะชัดเจนดี น่าจะง่ายต่อการใช้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถเขียนกฎหมายให้ชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัย และไม่สามารถเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมได้ทุกกรณี การตีความกฎหมายจึงเป็นอีกวิชาหนึ่งที่นักกฎหมายจะต้องศึกษา และต้องเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังหรือที่มาของกฎหมาย
ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการกฎหมายทุกวันนี้ คือการตีความกฎหมาย ซึ่งหากตีความโดยไม่ยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม แต่ยึดถือประโยชน์ของตนเองเป็นหลักแล้ว การตีความกฎหมายก็ผิดเพี้ยนไป ทำให้คนที่ไม่ได้ศึกษากฎหมาย ไม่เข้าใจว่านักกฎหมายเขาทำอะไรกัน ตีความกฎหมายไปคนละทาง เหมือน 1+1 ไม่เท่ากับ 2
สิ่งที่ท่านอาจารย์ปรีดีนำมาสอนนิสิตนักศึกษา คือการใช้กฎหมายให้เป็นธรรม การตีความกฎหมายโดยยึดหลักความสุจริต เป็นการศึกษาจิตวิญญาณของกฎหมาย เป็นการศึกษาหลักกฎหมายที่ไม่มีในตัวบทกฎหมายแต่มีความสำคัญยิ่งกว่าตัวบทกฎหมาย
อาจารย์ปรีดีท่านยกตัวอย่างการใช้กฎหมายเพื่อความเป็นธรรม ที่ท่านสอนผมมากว่า 30 ปีแล้ว คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 ซึ่งมีหลักสรุปง่ายว่า บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต จะต้องรื้อโรงเรือนที่รุกล้ำออก แต่ถ้าสร้างรุกล้ำโดยสุจริต ไม่ต้องรื้อออก แต่ต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ที่ดินที่ไปรุกล้ำเขา
มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้น คือ พ่อแบ่งที่ดินซึ่งมีบ้านปลูกอยู่ ให้กับลูก 2 คน บังเอิญการแบ่งที่ดิน ทำให้บ้านตั้งอยู่บนที่ดินที่แบ่งแยกทั้ง 2 แปลง เท่ากับว่า บางส่วนของบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงหนึ่ง รุกล้ำเข้าไปในที่ดินอีกแปลงหนึ่ง เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำได้ฟ้องศาลให้รื้อถอนส่วนของบ้านที่รุกล้ำ
กรณีอย่างนี้ ถ้าถือตามตัวอักษรที่เขียนไว้ตามมาตรา 1312 จะตัดสินกันอย่างไร เจ้าของบ้านที่ไปรุกล้ำเขาก็สู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนสร้าง ได้รับมรดกมา จึงไม่ผิดตามมาตรา 1312
ท่านอาจารย์ปรีดี ยกเป็นตัวอย่างนำมาสอนว่า กรณีเช่นนี้ เจ้าของบ้านที่รุกล้ำ ไม่เพียงแต่สุจริต แต่ถือได้ว่า ยิ่งกว่าสุจริต เพราะไม่มีเจตนาใดๆ ที่จะสร้างโรงเรือนรุกล้ำเลย คดีนี้ ตัดสินให้เจ้าของบ้าน ไม่ต้องรื้อบ้าน โดยถือว่า เป็นผู้สุจริต
ตัวอย่างข้างต้น ถ้าไม่เข้าใจหลักกฎหมายที่อยู่เหนือตัวบทกฎหมาย ศาลจะตัดสินอย่างไร เพราะไม่มีกฎหมายเขียนไว้โดยตรง เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำ ก็รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้ที่ดินแถมบ้านคนอื่นมาด้วย ต้องยอมให้บ้านของคนอื่นปลูกอยู่บนที่ดินของตนเองหรือ
ท่านอาจารย์ปรีดี ท่านมองกฎหมายทั้งในเชิงกว้างและลึก ท่านเข้าใจหลักกฎหมายอย่างแตกฉาน
ผมยอมรับว่า ในสมัยที่เรียนกับท่าน มองไม่ออกว่า สิ่งที่ท่านสอนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นักศึกษาในยุคผม จดจำสิ่งที่ท่านสอนได้เพียงศัพท์กฎหมายละติน 2 คำ คือ Jus strictum กับ Jus aequum และคำสอนที่ท่านพูดบ่อย เมื่อต้องการเน้นข้อความสำคัญ คือ “ขีดเส้นใต้ 500 เส้น”
อาจารย์ปรีดี ท่านมีวิสัยทัศน์ไกล ท่านให้ความสำคัญกับประเทศจีน ท่านบอกว่า ประเทศจีนจะมีความสำคัญต่อทุกประเทศในโลก ท่านแปลหนังสือหลักในการปกครองของ ดร.ซุนยัดเซน ชื่อ ลัทธิไตรประชาและรัฐธรรมนูญ 5 อำนาจ ซึ่งเป็นแนวคิดประชาธิปไตยของตะวันออก ที่มิได้ติดยึดเพียง 3 อำนาจอธิปไตยของตะวันตก นอกจากนี้ ท่านยังได้บุกเบิกให้มีการเรียนการสอนภาษาจีนมากว่า 20 ปีแล้ว จนทุกวันนี้ เราได้เห็นอิทธิพลความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนที่มีต่อโลก มีการเรียนการสอนภาษาจีนทั่วไปในประเทศไทย
อาจารย์ปรีดี ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตกถึง 10 ปี ท่านเข้าใจวัฒนธรรมตะวันตก ท่านเคยบอกว่า ศาสตราจารย์ของฝรั่ง ถือเป็นผู้มีเกียรติสูง ผู้คนให้ความเคารพ ยอมรับว่า ความรู้ทางวิชาการเป็นพื้นฐานของความรู้ที่จะนำไปใช้จริง โดยเฉพาะกฎหมาย วิชาที่ทุกคนในสังคมไม่สามารถปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด
แล้ววันนี้ นักวิชาการ ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็ได้รับการยอมรับในสังคม เป็นอาชีพที่มีเกียรติสูง ท่านอาจารย์ปรีดี ท่านได้สร้างประโยชน์ วางพื้นฐานสำคัญในทางวิชาการให้กับวงการนิติศาสตร์ไทย จึงไม่แปลกที่ท่านจะมีลูกศิษย์ที่เป็นเหมือนลูกไม้หล่นใต้ต้นเป็นจำนวนมาก ที่พร้อมจะสืบทอดแนวทางของท่าน วางรากฐานการสอนวิชาการให้กับวงการศึกษากฎหมาย เพื่อให้เป็นนักกฎหมายที่ดี มีคุณธรรมของสังคม
การเชิดชูเกียรติท่านอาจารย์ปรีดี ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ให้ท่านได้เห็นความสำเร็จและผลงานที่ท่านได้วางรากฐาน วางแนวทางไว้ จึงเป็นการตอบแทนที่น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับคุณประโยชน์ที่ทำไว้ให้กับวงการกฎหมายไทย การตอบแทนที่ดีที่สุดที่นักกฎหมายควรตอบแทนท่าน คือ การเป็นนักกฎหมายที่ดี ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม ไม่หลงใหลไปตามกระแสแห่งผลประโยชน์ อันเป็นการทำลายคุณค่าของคำว่า “นักกฎหมาย”
เหมือนเช่นที่ท่านปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้ตลอดมา







