
แนะรับมือทำเอฟทีเอมะกันหวั่นสะเทือนกองทุนสุขภาพ
โพสต์ทูเดย์
— แนะไทยเตรียมรับมือทำเอฟทีเอสหรัฐอาจถูกมัดมือชกผูกขาดราคายาน.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานโครงการร่วมระหว่างฝ่ายรณรงค์เข้าถึงยาจำเป็นองค์การหมอไร้พรมแดน เปิดเผยว่า ไทยจะต้องเตรียมตั้งรับการเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) เรื่องข้อบังคับการผูกขาดข้อมูลทางยา ซึ่งเป็นผลพวงภายหลังสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพครั้งใหญ่
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าผลประโยชน์จะตกสู่อุตสาหกรรมยาขนานใหญ่ จะทำให้เกิดข้อเปลี่ยนแปลงการขึ้นบัญชียาใหม่ โดยจะมีการขยายอายุบัญชียาขึ้นทะเบียนจากเดิม 5 ปี เป็น 12 ปี ซึ่งเงื่อนไขนี้เมื่อมีการเปิดเอฟทีเอก็จะผูกมัดไทยเช่นเดียวกัน หากไทยไปยอมรับเงื่อนไขทุกข้อ
“
ข้อผูกมัดนี้ก็ทำให้ยาสามัญที่คิดขึ้นได้ใหม่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ เพราะธรรมชาติของยาต้นตำรับ เมื่อมียาสามัญขึ้นมาราคาก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ถือเป็นการผูกขาด ราคายา เป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งการทำเอฟทีเอไทยจะต้องไม่ผูกมัดตัวเองไปทุกเรื่อง เพราะในอนาคตจะมีผลต่อกองทุนสุขภาพ 3 กองทุนใหญ่ในบ้านเรา” น.ส.กรรณิการ์ กล่าวด้าน นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า พร้อมร่วมมือกับกระทรวงการคลังตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายยาของสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะเป็นหน้าที่ของแพทยสภาที่จะต้องให้ความร่วมมืออยู่แล้วและได้ทำมาตลอด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแพทยสภาได้แนะนำกระทรวงการคลังว่า การจะทราบว่ามีการเบิกจ่ายยาราคาแพงที่โรงพยาบาลใดจะต้องใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการออนไลน์ข้อมูลและต้องมีเงื่อนไขอีกหลายข้อให้ได้ผลในทางปฏิบัติจริง อาทิ การจะสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักได้จะต้องมีการใช้ยาในประเทศ หรือแพทย์ที่จะสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักจะต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางโรคนั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่แพทย์ทั่วไปเป็นผู้สั่ง
รวมทั้งร่วมมือกับราชวิทยาลัยในการให้ความรู้กับแพทย์ในการใช้ยาที่ผลิตในประเทศ และจะต้องพยายามทำให้ข้าราชการสามารถเบิกจ่ายรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องออกเงินก่อนเพียง 12 โรงพยาบาล โดยข้าราชการผู้นั้นจะต้องเป็นผู้เลือกโรงพยาบาลเอง
อย่างไรก็ตาม หลักการทั้งหมดจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานว่า ต้องไม่กระทบสิทธิข้าราชการ และไม่กระทบต่อดุลยพินิจของแพทย์ด้วย
“
ที่ผ่านมา การควบคุมการสั่งจ่ายยาราคาแพงด้วยมาตรการใดก็มักไม่ได้ผล เพราะไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ถ้าเป็นหลักปฏิบัติจากแพทยสภาก็จะมีหลักการมากกว่า โดยให้กรมบัญชีกลางส่งข้อมูลความผิดปกติการสั่งยาของแพทย์มาให้ เราก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด” นพ.สัมพันธ์ กล่าว






