
กกร.ยังวุ่นหาช่องรับมือค่าจ้าง300บ.
ถกมาตรการเพิ่มเสนอนายกฯ คาดจีดีพีปีหน้าร่วงแน่0.7%
ถกมาตรการเพิ่มเสนอนายกฯ คาดจีดีพีปีหน้าร่วงแน่0.7%
กกร.ถกอีกรอบวันนี้ หามาตรการเพิ่มรับมือผลกระทบค่าจ้าง 300 บาท หลังผลสำรวจหอการค้าทั่วประเทศให้คะแนนมาตรการบรรเทาค่าจ้างต่ำ
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย. คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) จะหารือถึงมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชน หลังจากที่รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ที่จะมีผลวันที่ 1 ม.ค. 2556 เพิ่มเติม หลังจาก 27 มาตรการที่รัฐบาลทำออกมาเพื่อช่วยเหลือนั้นไม่ได้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้
ทั้งนี้ หากรัฐบาลยังดันทุรังประกาศใช้ 27 มาตรการ และไม่มีการปรับมาตรการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนจริงๆ จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างมาก ซึ่งหลังจากได้ข้อสรุปถึงมาตรการจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจผู้เข้าร่วมงานหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 30 จำนวน 450 ราย เกี่ยวกับมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ ส่วนใหญ่ตอบจะกระทบต่อธุรกิจในทุกด้านทั้งต้นทุนเพิ่ม กำไรลด การจ้างงานลดลง และจะต้องปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงปลดคนงานเพื่อใช้เครื่องจักรแทนคน และบางส่วนขาดทุนจนถึงขั้นปิดกิจการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึง 27 มาตรการที่รัฐบาลออกมาบรรเทาผลกระทบจากขึ้นค่าจ้าง 300 บาท จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่ามาตรการที่ออกมาบรรเทาผลกระทบได้คะแนนเฉลี่ยเกิน 5 คะแนนเล็กน้อย โดยคะแนนสูงสุดคือมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 5.9 คะแนน การลดภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการเหมาช่วงการผลิต 5.7 คะแนน เป็นต้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เบื้องต้นประเมินเงินจะหายจากระบบเศรษฐกิจไทยในปีหน้าประมาณ 35 หมื่นล้านบาท หรือเศรษฐกิจขยายตัวลดลง 0.7% หลังการขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ เพราะประชาชนบางส่วนชะลอการใช้จ่ายลง เนื่องจากวิตกผลกระทบจากการเลิกจ้างและระมัดระวังการใช้จ่าย
สำหรับข้อสรุปผลประชุมของการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 30 โดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เป็นตัวแทนรับสมุดปกขาว ซึ่งเป็นข้อสรุปการสัมมนา เพื่อให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เช่น การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ดำเนินการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และเสนอรัฐใช้งบประมาณในโครงการประชานิยมเพียงชั่วคราว







