
เปิดข้อตกลง
แม้รัฐบาลจะอธิบายการลงนามความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)
แม้รัฐบาลจะอธิบายการลงนามความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)
ในการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดี บารัก โอบามา วันนี้ (18 พ.ย.) ว่า เป็นเพียงลงนามเพื่อแสดงความสนใจในการกลับมาเริ่มศึกษาความร่วมมืออย่างจริงจังอีกครั้งเท่านั้น แต่ด้วยการออกมาอธิบายที่ช้าและประสบการณ์ที่โดนเอาเปรียบตลอด เมื่อเจรจาเปิดเสรีกับประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐ ที่มีความพร้อม มีทีมงานเฉพาะด้านในการต่อรองผลประโยชน์เข้าประเทศ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกภาคส่วนจะกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงดังกล่าว
การเยือนประเทศไทยของโอบามา ซึ่งมีการแจ้งความจำนงว่าอยากให้ไทยเข้าร่วมเจรจาทีพีพี โดยรัฐบาลไทยก็บอกว่าสนใจที่จะลงนาม เพื่อเปิดการเจรจาอีกครั้ง หลังจากยุติไปเมื่อปี 2549 ที่ไทยเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลว่า การลงนามทีพีพีครั้งนี้เป็นการลงนามแค่เริ่มศึกษาเท่านั้น ซึ่งกระบวนการภายในต้องทำตามขั้นตอนศึกษาข้อดีข้อเสียของการเข้าร่วมทีพีพีใหม่ แม้เคยทำไว้แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ต่อจากนี้จะนำผลศึกษาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนก่อนนำเสนอรัฐสภาพิจารณาตามมาตรา 190 กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนดังกล่าวคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี
นอกจากนี้ แม้ไทยจะสนใจเข้าร่วมเจรจาทีพีพี แต่ก็ต้องได้รับความยินยอมจากสมาชิกทีพีพีทั้ง 11 ประเทศก่อน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดการเจรจา รวมทั้งรัฐบาลยืนยันว่าการลงนามครั้งนี้ ไทยยังไม่ได้มีการจัดทำกรอบเจรจาทีพีพีหรือระบุว่าจะเจรจาอะไร
อย่างไรก็ตาม จากที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พ.ย. มีมติให้ลงนามในข้อตกลงแถลงการณ์ร่วมและบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับสหรัฐ 4 ฉบับ ในโอกาสที่โอบามาเยือนไทย 18-19 พ.ย.นี้ โดยข้อตกลงดังกล่าวคือ ทีพีพี ซึ่งเป็นความตกลงเปิดเสรีทางเศรษฐกิจสูงสุด ผลของแถลงการณ์ร่วมจะทำให้ไทยต้องเจรจากับสหรัฐใน 26 เรื่อง ตามกรอบของทีพีพี ประกอบด้วย 1.การเปิดตลาดสินค้า 2.สินค้าเกษตร 3.สินค้าอุตสาหกรรม 4.การแข่งขันและวิสาหกิจ 5.การเสริมสร้างขีดความสามารถ 6.การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ 7.การบริหารข้ามพรมแดน 8.การลงทุน 9.พิธีการ 10.ศุลกากร 11.ถิ่นกำเนิดสินค้า 12.สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม
13.มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช 14.การเยียวยาทางการค้า 15.อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 16.พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 17.บริการด้านการเงิน 18.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 19.ทรัพย์สินทางปัญญา 20.โทรคมนาคม 21.การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ 22.กฎหมาย 23.ความสอดคล้องของกฎระเบียบ 24.สิ่งแวดล้อม 25.วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 26.แรงงาน
เมื่อขนาดข้อมูลที่ออกจากรัฐบาลเองยังขัดแย้งกันเช่นนี้ จึงขอเรียกร้องให้ หลังจากออกแถลงการณ์ร่วมและบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับสหรัฐแล้ว ควรเปิดข้อบันทึกสู่สาธารณะอย่างเต็มฉบับ ไม่เพียงสรุปแค่สาระสำคัญเสนอต่อสาธารณชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่มีข้อกังขา สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างสะดวกเต็มที่ จะได้ลดความขัดข้องเคืองใจสงสัยในวาระที่อาจซ่อนเร้น เพราะปัญหาของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากคนรู้ไม่ออกมาพูด หรือบางครั้งก็ออกมาพูดช้า ทำให้คนพูดจึงต้องเดากันไปเรื่อย ระแวงกันต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัญหานั้นขยายผลใหญ่โตเกินจริง ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเปิดข้อตกลงอย่างเต็มฉบับ เพื่อลดความระแวงสงสัยของสาธารณชน







