
แช่แข็งค่าหัวบัตรทอง3ปี โรงพยาบาลอ่วมหมอยี้คนไข้
เวทีสัมมนาเรื่องชะตากรรมคนไทย หลังคุมค่าใช้จ่าย 30 บาท 3 ปี ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
เวทีสัมมนาเรื่องชะตากรรมคนไทย หลังคุมค่าใช้จ่าย 30 บาท 3 ปี ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา วิพากษ์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างออกอรรถรส
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ยอมรับกลางวงอภิปรายเรื่องผลกระทบของประชาชนและหน่วยบริการ ว่า ที่ผ่านมาจำเป็นต้องอ้างว่าเตียงเต็ม เพื่อแก้ปัญหาการขาดทุนจากการรับรักษาคนไข้ส่งต่อ ที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพ เพราะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่มีระบบการเบิกจ่ายที่ดีพอ ทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องรับภาระเอง
“เพื่อลดภาระของ สปสช.และโรงพยาบาล ควรกำหนดให้ชัดว่า แต่ละปีผู้ป่วยสามารถรักษาในฐานะผู้ป่วยนอกได้กี่ครั้ง ผู้ป่วยในได้กี่ครั้ง” นพ.เฉลิม กล่าว
นพ.เฉลิม บอกอีกว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลเอกชนทยอยออกจากการเป็นคู่สัญญาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และระบบประกันสังคม ซึ่งทำให้ผลประกอบการดีขึ้นตามลำดับ ส่วนตัวเชื่อว่าระบบสุขภาพที่นำเงินภาษีมาจ่ายไม่มีทางอยู่รอด เพราะคนไทยมีรายได้น้อยและฐานการจ่ายภาษีต่ำ
นพ.อุปทิน รุ่งอุทัยศิริ ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย ขยายความว่า ปัจจุบันงบเหมาจ่ายรายหัวของ สปสช. ที่ลงไปยังโรงพยาบาลยังไม่มีมาตรฐาน พื้นที่เมืองและพื้นที่ห่างไกลกลับได้รับงบเท่ากัน และหากจะยังแช่แข็งงบเหมาจ่ายรายหัวต่อไป 3 ปี จะไม่เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ให้บริการ
“ทั้งเงินเดือน ค่าแรง ค่าพัฒนาอุปกรณ์ และการพัฒนาการบริการ คือสิ่งที่โรงพยาบาลต้องจ่าย แต่ไม่ว่าจะรักษายังไงก็จะได้เงินเท่าเดิม ปัญหาก็ตกอยู่กับโรงพยาบาลต่อไป” นพ.อุปทิน ระบุ
ด้าน นพ.ถวัลย์ พบลาภ ประธานชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เสนอว่า ควรมีการจัดกลุ่มจังหวัด เล็ก กลาง และใหญ่ แล้วจัดวางทรัพยากรให้เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ควรจัดสรรงบประมาณตามต้นทุนและผลงานของแต่ละโรงพยาบาล เพื่อสร้างแรงจูงใจ
นพ.ประดิษฐ์ สมประกิจ รองคณบดีฝ่ายการคลัง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การแช่แข็งงบรายหัว3 ปี บีบบังคับให้โรงพยาบาลต้องลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง จนในที่สุดแพทย์จะกลายเป็นพระเจ้า ที่ตัดสินว่าจะรักษาใครหรือไม่รักษาใคร ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำให้โรงพยาบาลเป็นเหมือนรถเมล์ครีมแดงที่ประชาชนจำเป็นต้องนั่งแม้จะบริการไม่ดี
สอดคล้องกับความเห็นของ วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐ ศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่อภิปรายว่า สถานการณ์ปัจจุบันต้นทุนได้เพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น รวมถึงมีค่าตอบแทนที่ระบบต้องจ่ายให้กับการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งถือเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ไม่ควรแช่แข็งงบเหมาจ่ายรายหัว
“ผมเชื่อว่าฝ่ายการเมืองมีเหตุผล ถ้าเราไม่ทำตามที่เขาสั่งมากเกินไป และกล้าเสนอแนวทางที่ควรจะเป็น (เพิ่มค่าหัว) ฝ่ายการเมืองก็คงจะรับฟัง” นักวิชาการรายนี้เชื่อเช่นนั้น
คณิศ แสงสุพรรณ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง สปสช. ระบุว่า หากกองทุนสุขภาพทั้ง 3 ยอมรับหลักการ “แตกต่างอย่างเป็นธรรม เหลื่อมล้ำอย่างมีนัย” ได้ ระบบสาธารณสุขก็จะเดินไปได้ ในอนาคตทุกคนจะต้องจ่ายให้กับ สปสช.หัวละ 3,000 บาท เพื่อจัดทำชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ส่วนที่มากไปกว่านี้ก็จะต้องร่วมจ่ายเพิ่มขึ้นเอง
ขณะที่ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ให้ควบคุมค่าใช้จ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย อย่างไรก็ดีในปีงบประมาณ 2557 สำนักงบประมาณจะเปิดโอกาสให้กองทุนสุขภาพเสนอแผนการของบเพื่อการลงทุนเข้ามา และจะพิจารณาให้ตามความสำคัญและความเร่งด่วน
ด้าน นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ฉายภาพสถาน การณ์การเงินของโรงพยาบาล สังกัดสำนักปลัด สธ. ประจำไตรมาส 3 ปี 2555 ว่า มีโรงพยาบาลรายงานเข้ามา 832 หน่วย จาก 841 หน่วย คิดเป็น 98.92% พบว่าผลประกอบการมีแนวโน้มกำไรลดลงเป็นลำดับ
อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ของปี 2554 ลดลงถึง 85.53% หรือจาก 5,066 ล้านบาท เหลือเพียง 733 ล้านบาทเท่านั้น และเมื่อแยกประเภทจะมีโรงพยาบาลขาดทุนถึง 496 แห่ง รวม 4,505 ล้านบาท ขณะที่มี 336 โรงพยาบาลกำไร วงเงินรวม 5,238 ล้านบาท
นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข บรรยายพิเศษเรื่องแนวทางการบริหารงบประมาณภายใต้การควบคุมค่าใช้จ่ายสุขภาพภาครัฐตอนหนึ่งว่า จะไม่ลดคุณภาพแต่จะบริหารการลงทุนให้คุ้มค่าแทน ได้แก่ 1.แบ่งงานไม่ให้เกิดการทับซ้อนของหน่วยงาน 2.บริหารกำลังคนให้มีการจ้างงานที่ดีขึ้นและจัดระบบบริการที่ประหยัดกำลังคน เช่น การรวมศูนย์คลังยา นำระบบดิจิตอลมาใช้ในห้องแล็บ ห้องเอกซเรย์ ลดใช้คนที่ไม่จำเป็น
3.การบริการแบบธุรกิจเพื่อให้มีสภาพคล่องทางการเงิน โดยให้องค์การเภสัชกรรมเป็นคนกลางสต๊อกและจัดส่งยาให้โรงพยาบาลในราคาถูกและเพียงพอ โรงพยาบาลจะไม่ต้องนำเงินไปซื้อยาโดยตรง 4.การสร้างเพิ่มรายรับ เช่น จัดระบบบริการข้าราชการส่วนท้องถิ่น 5.การ บริหารการลงทุน การสร้างชื่อเสียงด้านศูนย์กลางทางการแพทย์ 6.การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวทั้ง 3 ระบบสุขภาพร่วมกัน







