
รัฐบาลต้องใช้ "Watch Dog"
รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่มีผลงานการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้เห็นเลย
รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาไม่มีผลงานการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้เห็นเลย
แม้ว่ารัฐบาลพยายามสร้างยุทธศาสตร์ แผนงานเชิงรุกเพื่อต่อต้านการทุจริต และจัดงานสร้างภาพลักษณ์ในการต่อต้านคอร์รัปชันของรัฐบาล ประกาศจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนแจ้งเบาะแสหลายร้อยเรื่อง แต่ก็ไม่มีผลงานของภาครัฐในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
การที่ไม่มีการลงโทษผู้กระทำผิดจากการคอร์รัปชันในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยของเราไม่มีการคอร์รัปชัน เป็นแต่เพียงว่ามีผู้กระทำผิดมากจนหน่วยงานที่รับผิดชอบทำไม่ทันและ “ทำไม่ไหว”
เช่นเดียวกับการขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าไฟแดง ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่เห็นกันอยู่ตำตาทุกวัน แต่ตำรวจไม่จับ ถ้าถามว่าทำไมไม่จับ ก็คงได้คำตอบว่า “มีมากจนจับไม่ไหว”
การที่ผู้รับผิดชอบปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย จนทำให้การกระทำผิดกฎหมายเป็น “วัฒนธรรม” หรือวิถีชีวิตปกติเช่นนี้ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่เห็นกันอยู่ดาษดื่น และมีการรับสินบนหรือเงินพิเศษเพื่อให้ละเว้นกฎหมายก็มีมากเช่นเดียวกัน
ครั้นจะลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ละเว้นการปฏิบัติก็คง “ทำไม่ไหว” และจะเป็นการเพิ่มจำนวนนักโทษในคุกมากจนไม่มีที่ให้อยู่
ปรากฏการณ์เช่นนี้ เสมือนเป็นการส่งเสริมให้มีการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างกว้างขวาง โดยอ้างว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน” และจนเป็นที่ยอมรับว่าการโกง “ตามน้ำ” เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
บางครั้งคนที่ซื่อสัตย์สุจริตไม่ทุจริตคอร์รัปชันถูกกล่าวหาว่า “โง่” หรือ “อย่ามัวกินอุดมคติอยู่เลย” และคนกลุ่มนี้มักถูกรังแกให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐหรือกระบวนการใช้งบประมาณ เพราะถูกกล่าวหาว่า “ไม่สนองนโยบาย”
หลายคนเลยเปลี่ยนใจ “โกงดีกว่า” มีความสุข ลูกเมียสบาย และเจริญก้าวหน้าด้วย
มาถึงวันนี้ประเทศไทยก้าวไปสู่เวทีการเมืองโลกและประชาคมอาเซียนที่มีกติกาสากลเข้ามากำกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เรียกว่า “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งต้องการ “ความโปร่งใส” (Transparency) ในการบริหารภาครัฐ เพื่อให้ทุกภาคส่วนตรวจสอบได้
ระบบการตรวจสอบนี้มีทั้งจากภายในและภายนอก ระบบตรวจสอบภายในประเทศที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ก.ต.ง.) ซึ่งทำหน้าที่อย่างอิสระเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐในการบริหารของรัฐบาลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
มี สส.ทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารและกำหนดกฎหมายที่เป็นกติกาของการอยู่ร่วมกัน และมี สว.ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคล รวมถึงการศึกษาตรวจสอบเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน
นอกจากนั้น ยังมีองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญที่ทำงานอย่างอิสระ ได้แก่ องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับองค์กรอื่นๆ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยไม่อยู่ในอาณัติของรัฐบาล เช่น กสทช. องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และองค์กรคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นต้น (สององค์กรหลังอยู่ในระหว่างการออกกฎหมายจัดตั้ง)
ส่วนระบบการตรวจสอบจากนอกประเทศในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมีหลายองค์กร เช่น องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (International Transparency–TI) ซึ่งประเมินความโปร่งใสของประเทศไทยอยู่ในระดับ 3.43.8 จาก 10 คะแนน และเป็นลำดับที่ประมาณ 80 ของโลกมาตลอด
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วางยุทธศาสตร์ให้ระดับความโปร่งใสของประเทศยกระดับมาที่ 5 คะแนน ในปี 2556 แต่ดูแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นไปได้เลย
ในระยะหลังองค์กรตรวจสอบนานาชาติได้เข้ามาแนะนำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่ธรรมาภิบาลมากขึ้น ล่าสุดองค์กร Financial Action Task Force–FATF ซึ่งมีหน้าที่กำหนดมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ได้ประกาศว่า ประเทศไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องทบทวนมาตรการป้องกันการฟอกเงิน 16 ข้อ ภายในเดือน ก.พ. 2556 ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งรีบออกกฎหมาย 2 ฉบับอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้เป็นที่น่าเชื่อถือในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อให้สัตยาบันตามอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร เพื่อขจัดอิทธิพลขององค์กรข้ามชาติในการล่วงละเมิดกระบวนการยุติธรรมข้ามชาติในการสอบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งทำให้แน่ใจว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับการต่อต้านคอร์รัปชันด้วยการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องไม่ลืมเสนอกฎหมาย 3 ฉบับที่อนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตที่รัฐบาลได้ให้สัตยาบันไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2554 และรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ได้ให้สัญญากับวุฒิสภาไว้เมื่อ 6 เดือนก่อน ว่าจะเสนอเข้าพิจารณาในสภาโดยเร็ว
ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับระบบที่เป็นสากล ซึ่งประเทศไทยต้องปฏิรูปมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน คือ การปฏิบัติตามกฎบัตรอาเซียนที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ และจะต้องดำเนินการให้เสร็จในปี 2558 คือ ส่งเสริมธรรมาภิบาล การป้องกันและปราบปรามการทุจริต และส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ส่วนเรื่องการโกงกันมากจน “ทนไม่ไหว” นั้น ภาคธุรกิจต้องออกมารณรงค์ต่อต้าน “โกง” ในฐานะเป็นผู้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตคอร์รัปชัน และเป็นตัวแทนของประเทศในการทำการค้ากับมิตรประเทศ ซึ่งต้องการความเชื่อถือศรัทธาจากประเทศต่างๆ ด้วยการทำธุรกิจที่ปราศจากการให้สินบนและเงินใต้โต๊ะ
การรวมตัวของเครือข่ายภาคธุรกิจและประชาชนนี้ เคยได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลชุดก่อนด้วยการลงข้อตกลง “พันธสัญญาความซื่อตรง” (Integrity Pacts) โดยระบุว่าจะไม่ให้สินบนหรือเงินใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และรัฐบาลก็จะกวดขันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกรับเงินพิเศษในการใช้อำนาจรัฐ
แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องนี้ดูจะ “จางหาย” ไปกับรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งยังไม่สายที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จะนำมาทบทวนและขยายผลให้สอดคล้องกับกฎหมายต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังจะเสนอ
ฟากเครือข่ายภาคประชาชนนั้นได้รวมตัวกันเป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) ที่คอยติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน และเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส
สิ่งที่น่าเสียใจ คือ เมื่อภาคเอกชนชี้ประเด็นการคอร์รัปชันที่พบในฐานะพลเมืองดี แทนที่รัฐบาลจะขอบคุณที่ช่วยตรวจสอบและรีบรับไปตรวจสอบเพื่อแจ้งผลให้ผู้ให้ข้อมูลโดยเร็ว พร้อมกับดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้ให้เบาะแสตามกฎหมาย คนในรัฐบาลกลับให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชนว่า เป็นกระบวนการล้มรัฐบาล และสั่งให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบผู้แจ้งเบาะแสเสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนเลยถือคติ “นิ่งเสียตำลึงทอง” ใครจะโกงก็โกงกันไป ฉันไม่ยุ่ง “เอาตัวรอดดีกว่า” ซึ่งเมื่อรัฐทำไม่ได้ ประชาชนอยากช่วยก็ไม่ได้ คอร์รัปชันจึงเฟื่องฟูอย่างที่เห็น
อย่างไรก็ดี ตำราทุกเล่มระบุว่า การต่อต้านคอร์รัปชันจะสำเร็จได้ด้วย “เจตนารมณ์ทางการเมือง” (Political Will) ของนักการเมือง ซึ่งจะเห็นจากพระราชสาส์นของสมเด็จพระราชาธิบดี อับดุลลาห์ บิน อัลฮุสเซน พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ที่มีถึงประธานคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน ว่า
“คอร์รัปชันเป็นหินปูนร้ายที่กัดกินสังคมของเรามาโดยตลอด เพราะเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ทำลายความเจริญก้าวหน้าของประเทศเรา ดังนั้นจึงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้การคอร์รัปชันเป็นวัฒนธรรมในสังคมของเรา”
หลังจากนั้นเพียง 5 ปี ป.ป.ช.จอร์แดนก็เดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด ทำให้มีนักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมืองมารับโทษ จนการคอร์รัปชันเริ่มหายไปจากประเทศของเขา
สำหรับบ้านเรา นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศ “หยุดคอร์รัปชัน” มา 3 เดือนแล้ว ยังไม่เห็นผลงานเชิงประจักษ์ให้เห็น
น่าจะใช้ “Woman’s Touch” เชิญผู้นำเครือข่ายภาคธุรกิจมารับประทานอาหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสดงความจริงใจของท่านให้ชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งประกาศเป็นนโยบายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทุกส่วนราชการสนับสนุนการตรวจสอบของเครือข่ายภาคธุรกิจและประชาชน
เชื่อว่ากระบวนการต่อต้านคอร์รัปชันอาจเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างทันใจท่านนายกรัฐมนตรี







