posttoday
ฮั้วขายสินค้าเกษตรทำยากแนะร่วมพัฒนาผลิตดีกว่า

ฮั้วขายสินค้าเกษตรทำยากแนะร่วมพัฒนาผลิตดีกว่า

15 พฤศจิกายน 2555

หอการค้าฯ มอง แผนร่วมมือประเทศผลิตสินค้าเกษตร เพื่อกำหนดราคาตลาดทำยาก ชี้ฮั้วแตกสูง แนะรวมตัวเพื่อแลกข้อมูล ร่วมพัฒนาผลิตดีกว่า

หอการค้าฯ มอง แผนร่วมมือประเทศผลิตสินค้าเกษตร เพื่อกำหนดราคาตลาดทำยาก ชี้ฮั้วแตกสูง แนะรวมตัวเพื่อแลกข้อมูล ร่วมพัฒนาผลิตดีกว่า

จากนโยบายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินหน้าเจรจารวมกลุ่มประเทศผลิตสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ล่าสุด ร่วมมือกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เพื่อกำหนดราคาน้ำตาลในตลาดโลก แนวคิดดังกล่าว นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การใช้นโยบายจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านตลาดสินค้าเกษตรของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้เห็นภาพชัดที่สุดในความพยายามของรัฐบาลไทยก็คือ เรื่องข้าว

หากเป็นการรวมตัวกันในลักษณะสมาคม มีสำนักงานงานกลางเพื่อความสร้างสรรค์ก็เห็นด้วย เช่น รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และพัฒนาพันธุ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่หากรวมตัวกันเพื่อฮั้วราคาตลาดไม่เห็นด้วย และคงทำไม่ได้ เชื่อต้องมีการทรยศหักหลังกันแน่

“คงรวมตัวกันเพื่อฮั้วราคาข้าวในตลาดโลกไม่ได้หรอก ไม่มีกำลังพอ เพราะปริมาณข้าวที่ส่งออกจากทั้ง 5 ประเทศรวมกันมีเพียง 30 ล้านตัน ขณะข้าวตลาดโลกมีถึง 460 ล้านตัน เมื่อเราฮั้วกันจนราคาข้าวสูงขึ้นเมื่อไหร่ ประเทศผู้นำเข้าข้าวก็จะหันไปซื้อจากที่อื่นแทนเพราะไม่เหมือนน้ำมันที่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ประเทศ” นายพรศิลป์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อรวมตัวกันเพื่อฮั้วราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกให้สูงขึ้น จะถูกประเทศคู่ค้าอื่นฟ้องได้

นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า การที่ภาคเอกชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรน้ำตาลอาเซียน ระหว่างประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากจะสร้างความแข็งแรงในการต่อรองได้มากขึ้น ซึ่งทั้ง 3 ประเทศก็ถือเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อยู่แล้ว จะยิ่งส่งเสริมการค้าระหว่างกันดีขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ภาคเอกชนพยายามทำทุกอย่างให้เกิดความเข้มแข็ง และหาพันธมิตรทางการค้า ซึ่งในอนาคตหากฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียต้องการนำเข้าน้ำตาลเพิ่มขึ้น ก็คงต้องนำเข้าจากไทยก่อนที่จะตัดสินใจไปนำเข้าจากประเทศอื่น รวมถึงยังร่วมมือกันพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย ระบบโลจิสติกส์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นด้านน้ำตาลต่อกัน จึงน่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์มากกว่าผลเสีย

ขณะที่การทำงานของภาครัฐก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการค้าที่สะดวก และสอน.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในการรับมือกับเออีซี

“เมื่อการตกลงร่วมกันสำเร็จอย่างเป็นทางการ เชื่อว่าน่าจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำตาลตลาดโลกอยู่บ้าง เพราะถือเป็นผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของเอเชีย การต่อรองก็จะมีเพิ่มมากขึ้น” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การรวมตัวทั้งระบบ จะเอื้อประโยชน์แก่ไทยมาก รวมถึงภาคเอกชนสามารถเจรจานอกรอบกันได้อย่างใกล้ชิดและนำไปเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าได้

ทั้งนี้ การที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาล หากมีลูกค้าที่มั่นคงก็เป็นเรื่องที่ และอินโดนีเซียก็เป็นผู้นำเข้าน้ำตาลรายใหญ่ของไทย ขณะที่อินโดนีเซียก็จะมีแหล่งการนำเข้าน้ำตาลที่มั่นคง หรือในอนาคตหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การเจรจาด้านภาษีก็จะเป็นไปอย่างง่ายขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

“สำหรับราคาน้ำตาลตลาดคงไม่ได้ส่งผลกระทบ เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักคือการเป็นผู้ค้า และผู้ซื้อระหว่างกันอย่างแน่นอน และก็ซื้อขายกันตามราคาตลาดโลก ส่วนผลทางอ้อมไทยจะได้ประโยชน์จากค่าพรีเมี่ยมที่สูงขึ้น เพราะขนส่งใกล้กว่า ส่วนผลเสียไม่มี” นายกำธร กล่าว

นายกำธร กล่าวว่า ในช่วงแรกนี้ยังเป็นการดำเนินการโดยภาคเอกชนเพื่อเอื้อประโยชน์ด้านการค้า ขณะที่ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของแต่ละประเทศคงจะมีตามมา เพื่อทำหน้าที่ลดอุปสรรคต่างๆ แต่สินค้าน้ำตาลไม่เหมือนกับข้าวที่รัฐบาลทำหน้าที่ขาย แต่น้ำตาลเอกชนขายเอง 100% วัตถุประสงค์ในการร่วมมือคงจะแตกต่างกันออกไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท