
ไททานิคไทยแลนด์
องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ได้ประกาศการชุมนุมครั้งที่ 2 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 24-25 พ.ย. ถือว่าเป็นการยกระดับการชุมนุมขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โดยตั้งเป้าว่าจะมีคนเป็นแสนคนเต็มแน่นลานพระรูป ขณะที่รัฐบาลมองภาพว่าจะมีคนมาร่วมเพียงหมื่นต้นๆ
องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ได้ประกาศการชุมนุมครั้งที่ 2 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 24-25 พ.ย. ถือว่าเป็นการยกระดับการชุมนุมขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โดยตั้งเป้าว่าจะมีคนเป็นแสนคนเต็มแน่นลานพระรูป ขณะที่รัฐบาลมองภาพว่าจะมีคนมาร่วมเพียงหมื่นต้นๆ
ต่างฝ่ายต่างมี “เดิมพัน” สูงมาก อพส. ประกาศชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเปรียบเทียบพลังกันแล้ว อพส.และเครือข่ายพันธมิตรอยู่ในฐานะเสียเปรียบในเชิงปริมาณ แต่ได้เปรียบในเชิงเนื้อหา อย่างไรก็ดี รัฐบาลคงวิตกไม่น้อย เพราะบริหารประเทศเพียงปีกว่าก็มีคนจำนวนหมื่นหรือแสนคนรวมตัวกันออกมาต่อต้านรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลมีคนเสื้อแดงนับล้านหนุนหลังก็ตาม
เป็นที่เข้าใจถึงความกังวลของรัฐบาล แม้ปากจะบอกว่าไม่แคร์ก็ตาม เพราะส่วนหนึ่งการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้มาจากการใช้ความรุนแรง ทำให้คนเสียชีวิตในการล้มรัฐบาลชุดก่อน รัฐบาลจึงกลัวว่าการชุมนุมของ อพส.จะย้อนรอยตน อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าการชุมนุมในวันที่ 2425 พ.ย. จะเป็นไปอย่างสันติ สงบ ไม่มีการเผาบ้านเผาเมือง หรือมีชายชุดดำแทรกซึม
เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ประชาชนทั้งที่เลือกและไม่เลือกพรรคเพื่อไทย ยินยอมให้จัดตั้งรัฐบาลเป็นตัวแทนประชาชนในการบริหารประเทศ เพื่อให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี ที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ส่วนประชาชนพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย และยินดีเสียภาษีให้รัฐบาลนำไปใช้ในการ บริหารประเทศเป็นการแลกเปลี่ยนกัน ตลอดจนยอมเสียสิทธิบางประการ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ประหนึ่งเป็น “สัญญาประชาคม” ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน หรือระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง
ขณะที่รัฐบาลบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ พรรคฝ่ายค้านก็คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในสภา ประชาชนคอยตรวจสอบนอกสภาคู่ขนานกันไป หากเห็นว่ารัฐบาลกำลังไปผิดทาง แต่ต้องเป็นการชุมนุมที่สันติและไม่ใช้ความรุนแรง
คนที่มาร่วมชุมนุมในวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา และในวันที่ 2425 พ.ย. เชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นประชาชนประเภท “อึดอัด” จน “ทนไม่ไหว” ที่เห็นว่ารัฐบาลได้ทำผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ พวกเขาต้องการบอกให้รัฐบาลรับรู้ว่ารัฐบาลทำผิดสัญญาอะไรบ้าง ถ้ารัฐบาลนำไปแก้ไข เงื่อนไขก็หมดไป
แม้รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะบริหารประเทศ แต่เห็นได้ชัดว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้าม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะอ่อนด้อยประสบการณ์ หรือตัดสินใจผิดพลาด ไม่ยอมฟังเสียงคนอื่น ตั้งแต่การที่บริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำความเสียหายอย่างร้ายแรงที่สุดต่อประเทศชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนั้นยังบริหารประเทศผิดพลาดจนทำให้ข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน ขณะที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาต่ำ การทุจริตเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
โครงการประชานิยมแม้เป็นที่ชื่นชมของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง แต่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง “โครงการรับจำนำข้าว” เป็นสิ่งที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด เพราะเห็นได้ชัดว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วในตลาดข้าวของไทย ผู้รู้ทั้งหลายเห็นตรงกันว่า หากรัฐบาลยังดึงดันต่อไปโดยไม่ปรับเปลี่ยนบ้าง จะทำให้บ้านเมืองฉิบหายใน 10 ปีข้างหน้า
ดร.วีรพงษ์ รามางกูร “ดร.โกร่ง” ซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล ถือว่าเป็นคนของรัฐบาลเต็มตัว เป็นคนแรกที่ออกมาวิจารณ์โครงการจำนำข้าวอย่างรุนแรง ถึงขนาดทำนายว่ารัฐบาลจะพังก็เพราะโครงการจำนำข้าว นอกจากนั้นก็มีผู้รู้ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่น่าเชื่อถือในสังคม เช่น รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา จากนิด้า ศ.ดร.พลายพล คุ้มทรัพย์ และ รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ แห่งทีดีอาร์ไอ ได้ออกมาวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ต่างๆ แม้กระทั่งบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ที่เชียร์รัฐบาล ยังออกมาวิจารณ์โครงการนี้อย่างรุนแรง ล่าสุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล “หม่อมอุ๋ย” มาให้ความรู้แก่ประชาชนจนเห็นภาพ “ความฉิบหาย” ของประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างชัดเจน หากรัฐบาลดึงดันที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป คนเหล่านี้ห่วงใยเรื่องของ “บ้านเมือง” ในระยะยาวมากกว่า ส่วนรัฐบาลมุ่งหาเสียงทาง “การเมือง” ระยะสั้น
ประเทศไทยเวลานี้เหมือนกับเรือไททานิคที่มีรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นกัปตันถือพังงาเรือ ประชาชนเป็นผู้โดยสาร ผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งมองเห็นภูเขาน้ำแข็งขวางอยู่ข้างหน้า หากกัปตันยังไม่เปลี่ยนเข็มทิศเบนหัวเรือไปทางอื่น เห็นทีเรือลำนี้คงชนภูเขาน้ำแข็งและอับปางลงเป็นแน่ พร้อมกับผู้โดยสารบนเรือทั้งหมดจมน้ำตาย ผู้โดยสารกลุ่มนี้พยายามบอกกัปตันถึงอันตรายที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าและขอให้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ แต่กัปตันก็ไม่ฟัง ดังนั้นผู้โดยสารกลุ่มนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าแย่งพังงาเรือเพื่อเบนหัวเรือไปทางอื่น แต่ถ้ากัปตันเรือยังไม่ยอม ผู้โดยสารก็ต้องถีบกัปตันตกน้ำไป เพื่อรักษาเรือและผู้โดยสารบนเรือไว้
บรรดาผู้รู้และคณาจารย์ทั้งหลายได้แต่พร่ำบอกประชาชนให้รู้ว่ารัฐบาลกำลังไปผิดทาง หากยังดึงดันความหายนะจะเกิดขึ้น แต่บรรดาท่านเหล่านี้ไม่รู้จะทำอะไรกับรัฐบาลที่ดื้อ บ้าอำนาจ บังเอิญมีคนกลุ่มหนึ่งได้ฟังและตระหนักถึงอันตรายดังกล่าว ออกมาเป็นหัวขบวนและเปิดโอกาสให้กับคนที่อึดอัดใจและทนไม่ไหวกับรัฐบาลชุดนี้ มีเวทีแสดงออก จึงมีคนมาร่วมด้วยมากอย่างคาดไม่ถึงในครั้งแรก แทนที่รัฐบาลจะตระหนักและมองความผิดพลาดของตนเอง กลับมองคนเหล่านี้ว่าเป็น “กบฏ” ถ้ากัปตันฟังผู้โดยสารกลุ่มนี้บ้าง ทุกฝ่ายก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ
วันนี้ นโยบายประชานิยมกำลังบังตาจนรัฐบาลมองไม่เห็นหายนะที่รออยู่ข้างหน้า เพราะรัฐบาลมุ่งหาเสียงระยะสั้นเป็นสำคัญ ส่วนบ้านเมืองจะฉิบหายในระยะยาวอย่างไรช่างมัน?







