
อย่าซื้อแต่อาวุธ
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์จากญี่ปุ่น แสดงความเห็นต่อการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านการทหารความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ว่ากำลังเป็นตัวกีดขวางการนำงบประมาณไปใช้ในการลงทุนด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์มากกว่า และยังเป็นภาระที่บั่นทอนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์จากญี่ปุ่น แสดงความเห็นต่อการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านการทหารความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ว่ากำลังเป็นตัวกีดขวางการนำงบประมาณไปใช้ในการลงทุนด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์มากกว่า และยังเป็นภาระที่บั่นทอนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ดังเห็นได้จากรายงานของสถาบันศึกษาด้านยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอส) ที่ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของงบดังกล่าวใน 5 ปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เฉพาะแค่ปีที่ผ่านเพียงปีเดียว ก็เพิ่มขึ้นถึง 2.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.72 ล้านล้านบาท) โดยในส่วนของจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ งบประมาณด้านความมั่นคงคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 87% ของรายจ่ายทั้งหมดในประเทศ
เจแปนไทมส์ให้เหตุผลว่า การซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไม่ได้ส่งผลดีต่อการเติบโตต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจเอกชนมากเท่าไรนัก เนื่องจากการอาวุธส่วนใหญ่เป็นการสั่งซื้อเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐ
ดังนั้น รายจ่ายด้านอาวุธดังกล่าวราคาแพงเหล่านั้น จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซ้ำยังไม่ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่า
ไม่เพียงเท่านั้นรายจ่ายด้านการทหารที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในจีนกับอินเดียก็กำลังเป็นตัวบั่นทอนศักยภาพต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดทอนความสามารถต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน การทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น เจแปนไทมส์จึงเสนอว่า หากรัฐบาลในเอเชียลองตัดลดงบประมาณด้านการทหารที่สูงเหล่านี้มาสักเล็กน้อย และหันมาลงทุนกับการภาคพลเรือนและเอกชนที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็น่าจะทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในเอเชียดีขึ้นไม่น้อย
เพราะการลงทุนในการศึกษาและสาธารณสุข จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความรุ่งเรืองและมั่นคงต่อภูมิภาคมากกว่าการทหาร







