
ทีพีพีไทยแลนด์
ได้เขียนถึงไปเมื่อวานนี้แล้วว่า ประเทศไทยเราจะมีการลงนามความตกลงหลายฉบับ ระหว่างที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาเยือนประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.นี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)
ได้เขียนถึงไปเมื่อวานนี้แล้วว่า ประเทศไทยเราจะมีการลงนามความตกลงหลายฉบับ ระหว่างที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาเยือนประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.นี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่น่าแปลกว่าปฏิกิริยาในไทยกลับยังไม่ค่อยมีการพูดถึงกันเท่าไรนัก
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกระทรวงพาณิชย์รีบออกตัวก่อนว่า ยังเป็นเพียงแค่การแถลงข่าวแสดงความต้องการเข้าร่วมกลุ่ม ซึ่งเป็นแค่การแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่การมีผลเข้าไปเป็นสมาชิกประเทศที่ 12 ในทันที จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 190
ขณะเดียวกัน ไทยเองก็ลงนามเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไปกับ 8 จากทั้งหมด 11 ชาติสมาชิกทีพีพีไปแล้ว จึงควรเดินหน้าต่อเพื่อไม่ให้ตกขบวน และเพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีและการค้ามากที่สุด
โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทย ภายใต้มูลค่าทางการค้าระหว่างกันกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐ
ฟังดูแล้วมีแต่ข้อดีเต็มไปหมด ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ทันได้รู้เลยว่าทีพีพี จะให้ประโยชน์ด้านใด และกระทบต่อฝ่ายใดของไทยบ้าง
หลายคนอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทีพีพี คืออะไร
ที่กล่าวถึงนี่ไม่ใช่เพราะเป็นพวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ หรือมองโลกในแง่ร้ายไปเสียหมดค่ะ แต่เพราะเห็นตัวอย่างจากในบางประเทศมา
ญี่ปุ่น คือกรณีที่ชัดเจนที่สุดถึงคำว่า “มีได้ ก็ย่อมมีเสีย” เพราะแม้ข้อตกลงการค้าเสรีนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ภาคการส่งออกแดนปลาดิบหลายด้าน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์ ทว่าสิ่งที่ต้องแลกมาก็คือ ภาคการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าการเมืองที่อ่อนไหวมากที่สุดรายการหนึ่งในญี่ปุ่น
โดยปกติแล้ว ญี่ปุ่นจะปกป้องภาคการเกษตรในประเทศอย่างถึงที่สุด ภายใต้ข้ออ้างหลายประการเช่น เหตุผลด้านความมั่นคงทางอาหาร และเหตุผลทางด้านวัฒนธรรม และทำให้มีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าข้าวที่สูงถึง 800% และภาษีนำเข้าข้าวสาลี 250%
แต่ทีพีพี หมายถึงการทลายกำแพงภาษีสินค้าเกษตรให้เหลือ 0% แบบไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะหมายถึงการทะลักของข้าวนอกที่จะเข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรี
กลุ่มชาวนาในญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานเสียงทางการเมืองที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง เคยออกมาเดินขบวนประท้วงกันอย่างร้อนแรงมาแล้ว และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ ยังไม่สามารถประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมความตกลงทีพีพีได้ แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถดถอย และต้องการขยายภาคการส่งออกอย่างยิ่งยวดก็ตาม
กระนั้น รัฐบาลก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะเข้าร่วมทีพีพีแน่นอน ซึ่งถือเป็นการเลือกข้างชัดเจนในภาวะที่ประเทศกำลังยากลำบาก
ว่าแต่ไทยแลนด์ของเราเคยบอกแจ้งแถลงไขกับประชาชนบ้างหรือยังว่า ใครจะได้ ใครจะเสียอะไร กับการตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้







