posttoday
ยกที่ 2 : มวยวัดไทยกับ AEC

ยกที่ 2 : มวยวัดไทยกับ AEC

14 พฤศจิกายน 2555

การเป็น AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 2015 นั้น ถ้าจะดูกันในรายละเอียดจะเห็นว่า ในแง่ของภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจำนวนมากมาย ประเทศสมาชิกได้ลดกันลงมาเกือบจะหมดทุกสินค้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรม โดยลดลงเหลือแค่ 5% ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว คือปี พ.ศ. 2553 หรือปี ค.ศ. 2010 ตามที่ตกลงกันใน ATIGA (ASEAN Trade in Goods Agreement) หรือบางสินค้าก็ลดลงเป็น 0% คือไม่เก็บภาษีนำเข้าเลยก็มี และสินค้าอีกจำนวนหนึ่งก็ไปลดลงเป็น 0% ในปี ค.ศ. 2015 หรือปี พ.ศ. 2558 ยกเว้นสินค้าพวกที่ใส่ไว้ในตารางว่ามีความอ่อนไหวก็จะไม่ต้องลดภาษีนำเข้าลง เช่น ข้าวและแอลกอฮอล์ของอินโดนีเซีย มะพร้าวแห้ง และไม้ตัดดอกของไทย เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ก็คงจะไม่กล่าวซ้ำอีกในฉบับนี้

การเป็น AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 2015 นั้น ถ้าจะดูกันในรายละเอียดจะเห็นว่า ในแง่ของภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจำนวนมากมาย ประเทศสมาชิกได้ลดกันลงมาเกือบจะหมดทุกสินค้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรม โดยลดลงเหลือแค่ 5% ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว คือปี พ.ศ. 2553 หรือปี ค.ศ. 2010 ตามที่ตกลงกันใน ATIGA (ASEAN Trade in Goods Agreement) หรือบางสินค้าก็ลดลงเป็น 0% คือไม่เก็บภาษีนำเข้าเลยก็มี และสินค้าอีกจำนวนหนึ่งก็ไปลดลงเป็น 0% ในปี ค.ศ. 2015 หรือปี พ.ศ. 2558 ยกเว้นสินค้าพวกที่ใส่ไว้ในตารางว่ามีความอ่อนไหวก็จะไม่ต้องลดภาษีนำเข้าลง เช่น ข้าวและแอลกอฮอล์ของอินโดนีเซีย มะพร้าวแห้ง และไม้ตัดดอกของไทย เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ก็คงจะไม่กล่าวซ้ำอีกในฉบับนี้

ประเด็นสำคัญก็คือความแตกต่างระหว่างการเก็บภาษี 5% กับการไม่เก็บภาษีเลยนั้นแทบจะไม่มี คือ ไม่สามารถนำเรื่องของอัตราภาษีมาเป็นมาตรการปกป้องภายในประเทศได้ ต่างประเทศหรือศัพท์ที่ใช้ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เขาเรียกภาษีประเภท 2%, 3% หรือ 5% ว่าเป็นภาษีก่อกวน (Nuisance Tariff) เพราะจะปกป้องก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เกะกะรุงรังไปหมด และเมื่อภาษีอยู่ที่ประมาณ 5% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แล้ว เมื่อมาถึงปี พ.ศ. 2555 ก็ย่อมจะรู้สึกรู้สากันแล้วว่าสินค้าที่นำเข้ามากระทบมาแรงค่อยมากน้อยแค่ไหน ไอ้ครั้นจะใช้มาตรการห้ามนำเข้าตรงๆ ก็ใช้ไม่ได้อีก เพราะตาม ATIGA ก็สัญญากันไว้แล้วว่าสมาชิกอาเซียนจะยกเลิกการใช้มาตรการห้ามนำเข้า ทีนี้จะทำอย่างไร ประเทศที่เป็นมวยเขาก็หันมาใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Nontariff Measures – NTM) เพื่อสกัดการนำเข้า จะได้คุ้มครองการผลิตภายในประเทศ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเหล่านั้นถ้ารู้จักใช้ก็ไม่ผิดข้อตกลงทั้งของ AEC (ASEAN Economic Community) และของ WTO (World Trade Organization หรือองค์การการค้าโลก) และก็มักจะเป็นมาตรการที่ประเทศสมาชิก WTO นำมาใช้เพื่อกีดกันการนำเข้า เป็นการคุ้มครองการผลิตภายในประเทศ และก็เป็นที่รู้กันว่ายิ่งอัตราภาษีลดต่ำลงเท่าไร NTM หรือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ผู้เขียนจึงเรียกในฉบับที่แล้วว่า เมื่อน้ำลดตอก็ผุด ที่ต้องพูดถึง WTO หรือองค์การการค้าโลกก็เพราะกฎระเบียบต่างๆ ของอาเซียนมักจะอิงกับกฎเกณฑ์หรือความตกลงต่างๆ ภายใต้ WTO ดังนั้นหากดำเนินการไปแล้ว เพื่อความปลอดภัยประเทศสมาชิกก็แจ้ง WTO ด้วย ให้เขารับทราบไว้ หากไม่ผิดกฎเกณฑ์สมาชิกก็ไม่ติดใจสอบถาม เรียกร้องให้ยกเลิก ตลอดจนถึงไม่มีการฟ้องร้อง

พูดมาเสียยืดยาว คงต้องมีการยกตัวอย่างกันบ้าง ที่ผู้เขียนเห็นผ่านตามาเพราะมีประเทศสมาชิกอาเซียนเขาใช้มาตรการ NTM แล้ว เขาไปแจ้ง WTO ไว้ (Notify) ก็เช่นการลดท่าเทียบเรือที่จะนำผลไม้ขึ้น (Port) โดยอ้างว่าไม่มีห้องทดสอบ (Lab) และอุปกรณ์เพียงพอในการตรวจสารปนเปื้อน จึงต้องลดท่าเทียบเรือลง ซึ่งประเทศนี้ผู้เขียนคิดว่าไม่ควรระบุชื่อ ได้แจ้ง (Notify) WTO ด้วย การลดท่าเทียบเรือลงอย่างมีเหตุผลเป็นไปตามกฎระเบียบและอธิบายได้ แม้จะเห็นเจตนากันอยู่ เนื่องจากในทางปฏิบัติท่าเทียบเรือที่เปิดให้นั้นอยู่ไกลจากเมืองหลวง การคมนาคมก็ไม่สะดวก เนื่องจากเป็นเกาะจำนวนมาก โอกาสที่ผลไม้จะเน่าเสียจึงมีมาก ดังนั้นใครจะนำเข้าไป เพราะการเน่าเสียมากก็ต้องขายแพง การขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ นี่แหละเขาถึงเรียกว่า การใช้ NTM แบบเป็นมวย แล้วประเทศไทยจะไปเจรจาอะไรกับเขา จะเดินทางไปต่อว่าเขาใช้ NTM และให้เขายกเลิกหรือ ถ้าเขาตอบมาว่า เขาใช้โดยไม่ผิดกฎ WTO แถมยัง Notify WTO แล้วด้วย ก็จะหน้าหงายกลับมาเปล่าๆ แถมอาจจะเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเปล่าๆ นอกจากจะหาเรื่องเอาเงินหลวงไปเที่ยวเล่นต่างประเทศก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันที่จริงที่ WTO เขาก็มีคณะกรรมการเกษตรและคณะกรรมการ NTM ที่ประชุมกันเป็นประจำ ให้ผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO ยกขึ้นพูดในคณะกรรมการเหล่านั้น เป็นการสะกิดสะเกาบ้างก็ได้ แต่จะหวังผลเลิศคงเป็นไปไม่ได้

สำหรับประเทศไทย ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดก็เคยเห็นว่ามีการห้ามนำเข้าข้าวโพด ซึ่งไทยนำเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยกำหนดเป็นช่วงเวลาห้ามนำเข้า คล้ายๆ กับ Seasonal Quota แต่ที่จริงเรื่องของโควตานั้นได้มีการยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 รวมทั้งภาษีนำเข้าก็เป็น 0 หรือไม่เก็บภาษีนำเข้าเลย เนื่องจากเป็นไปตาม ATIGA แต่ไทยก็กลับไปใช้โควตาภาษีอีก ซึ่งเป็นข้อตกลงภายใต้ WTO คือมีการกำหนดเป็นโควตาภาษี โดยให้นำเข้าจำนวนหนึ่ง เก็บภาษีในโควตา 20% และเก็บภาษีนอกโควตา 73% ผู้เขียนยังนึกว่าประเทศไทยเรานี่เก่งจังเลย นึกอยากทำอะไรก็ทำได้ สมัยที่ต้องการผลักดันให้เกิด AEC ก็ลดและยกเลิกภาษีแบบกล้าได้กล้าเสีย ผู้เขียนยังนึกอยู่ว่าสมัยที่เจรจา WTO ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าอ่อนไหวที่เกษตรกรไทยยืนยันว่าเปิดหมดไม่ได้ ต้องทำโควตา ถึงแม้ว่าผู้เลี้ยงสัตว์จะต้องการให้เปิดตลาดให้เต็มที่ก็ตาม แต่มาคราว AEC กลับสัญญาที่จะลดภาษีเป็น 0 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) ก่อนเวลาตั้ง 5 ปี แต่วันดีคืนดีพี่ไทยเราก็เปลี่ยนเงื่อนไขหน้าตาเฉย หันกลับไปใช้โควตา ผู้เขียนยังตามข่าวอยู่ว่ามีประเทศสมาชิกอาเซียนไหนเขาจะฟ้องไทยบ้าง นี่แหละเขาเรียกว่าเล่นมวยวัด ที่จริงมี NTM ที่จะหยิบมาใช้ได้ตั้งหลายรูปแบบ ทั้งมาตรการสุขอนามัย (SPS – Sanitary and PhytoSanitary) ในแง่ของคุณภาพนั้น ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าข้าวโพดของไทยมีคุณภาพดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพียงแค่มีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมาให้เท่าๆ กับของที่ไทยผลิตเองก็กันการนำเข้าไปได้มากแล้ว แถมถ้าเข้ามาได้ก็จะได้ของที่มีคุณภาพดีด้วย กฎกติกาอะไรเราก็ไม่ผิด มาตรการ SPS ก็นำมาใช้ได้ ตรวจสอบสารตกค้างและเชื้อราให้ละเอียด กว่าสินค้าจะเข้ามาได้ก็เสียทั้งเวลาและปริมาณ เวลาก็คือ กว่าจะสุ่มตรวจได้ก็ต้องใช้เวลา ปริมาณก็คือ ล็อตไหนที่พบสารตกค้างก็ไม่ต้องนำเข้า ถ้ารู้จักเล่นให้เป็นก็ไม่ต้องเสียทั้งหน้าและทำให้เกษตรกรของเราต้องเดือดร้อน ขออย่างเดียวอย่าเล่นมวยวัด นึกจะปิดก็ปิด นึกจะเปิดก็เปิดเสียอ้าซ่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท