posttoday
โครงการรับจำนำข้าวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โครงการรับจำนำข้าวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

13 พฤศจิกายน 2555

อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและผมเชื่อว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลคงถูกนำขึ้นมาอภิปรายอย่างแน่นอน

อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและผมเชื่อว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลคงถูกนำขึ้นมาอภิปรายอย่างแน่นอน

เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ประเภทอภิมหาโปรเจกต์ มีรายละเอียดของโครงการและตัวเลขที่เกี่ยวข้องมากมาย ถ้าใครไม่ได้ตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นคงเข้าใจประเด็นที่เขาตอบโต้กันในสภาค่อนข้างยาก ผมเลยลองสรุปสาระหลักๆ ของโครงการนี้ให้ท่านผู้อ่านเผื่อจะเป็นประโยชน์เวลาติดตามการอภิปรายในสภา

ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า ทำไมรัฐบาลถึงต้องเข้าไปรับจำนำข้าว หรือในสมัยรัฐบาลที่แล้วคือเข้าไปค้ำประกันรายได้ของชาวนา

เหตุผลหลัก ก็คือประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก คือส่งข้าวออก ไปขายในตลาดโลกปีละ 810 ล้านตันข้าวสาร แต่ไทยไม่ใช่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ไทยเป็นผู้ผลิตข้าวเปลือกเพียงปีละ 30 ล้านตัน เปรียบเทียบกับอินเดียประมาณ 150 ล้านตันข้าวเปลือก และจีนซึ่งผลิตได้ปีละประมาณ 180 ล้านตันข้าวเปลือกแล้ว ไทยจึงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้ ยกเว้นปีไหนที่ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถผลิตข้าวได้น้อยเพราะเกิดภัยธรรมชาติ ราคาข้าวของไทยจึงค่อนข้างจะขาดเสถียรภาพ คือถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอก

ถ้าถามว่า ทำไมไทยถึงสามารถส่งข้าวสารออกไปขายได้ถึงประมาณปีละ 30% ของข้าวสารซึ่งมีการค้าขายกันในตลาดโลก ก็คงเป็นเพราะมีประชากรน้อยและคนไทยมีอาหารประเภทอื่นกินแทนข้าวมากมาย เพราะฉะนั้นจากข้าวเปลือกที่ผลิตได้ปีละ 30 ล้านตัน เมื่อแปรรูปออกมาเป็นข้าวสารได้ประมาณปีละ 20 ล้านตัน คนไทยจึงใช้เพื่อการบริโภคเพียงครึ่งหนึ่งคือปีละประมาณ 10 ล้านตัน ส่วนที่เหลือต้องส่งไปขายในต่างประเทศ

ก็เนื่องจากสถานการณ์ที่ว่า ทำให้ราคาข้าวของไทยค่อนข้างไม่มีเสถียรภาพ สุดแท้แต่ปีไหนผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีน อินเดีย หรือแม้แต่เวียดนาม หรือในอนาคตอันใกล้นี้คือ พม่าจะมีผลผลิตส่งไปขายในตลาดโลกได้มากน้อยเพียงใด ถ้าปีไหนส่งไปขายน้อย ราคาข้าวก็จะตกต่ำ ปีไหนมีส่งไปขายมากราคาข้าวก็จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นไปตามอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก

เมื่อเป็นดังนี้ ชาวนาไทยจึงอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ตลอดมา เพราะเมื่อราคาข้าวในตลาดโลกลดลง ผู้ส่งออก โรงสี พ่อค้าคนกลางก็จะกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา ครั้นจะเพิ่มราคาข้าวสารที่บริโภคกันในประเทศเพื่อชดเชยราคาข้าวส่งออกที่ลดลง ก็ทำได้ยากอีก เพราะจะกระทบถึงผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและคนชั้นกลาง

นี่เองคือ สาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงเริ่มจากการรับจำนำข้าวบางส่วน ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เพื่อดึงปริมาณข้าวบางส่วนออกไปเก็บไว้ ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น และต่อมาก็วิวัฒนาการมาเป็นการรับจำนำในราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 30% ในปัจจุบันซึ่งความจริงคือการรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยรัฐบาลนั่นเอง

ทีนี้ถ้าถามว่า แล้วประเด็นที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมากมายในปัจจุบันอยู่ตรงไหน ในเมื่อการเข้าไปรับจำนำหรือรับซื้อข้าวจากชาวนาทำให้ชาวนา “ขาย” ข้าวได้ราคาดีกว่า “ราคาตลาด” ที่ถูกกำหนดจากตลาดโลก ซึ่งไทยควบคุมไม่ได้ถึง 30%

ปัญหาก็อยู่ตรงการตั้งราคา “จำนำ” นั่นแหละครับ เพราะข้าวที่จะถูกนำมาจำนำหรือขายให้รัฐบาลก็คือข้าวส่วนที่เหลือจากการบริโภคภายในประเทศปีละ 810 ล้านตัน ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการซื้อขายกันไปตามธรรมชาติ ก็สามารถส่งไปขายในต่างประเทศได้ทั้งหมด ดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยเมื่อผมยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม 4050 ปีมาแล้ว

การตั้งราคารับจำนำหรือรับซื้อข้าวส่วนนี้ไว้ราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 30% ทำให้ไทยไม่สามารถส่งข้าวไปขายต่างประเทศได้ เพราะราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาข้าวของประเทศคู่แข่งที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปรับ “จำนำ” ข้าวจึงมีราคาสูงกว่าราคาตลาด และถ้าเป็นอย่างนี้ปริมาณข้าวที่รับจำนำไว้ก็จะถูกเก็บสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 810 ล้านตัน ทำให้เกิดปัญหาด้านการจัดเก็บ เพราะข้าวเป็นผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพจะเสื่อมถอยถ้าการจัดเก็บไม่ดี หรือเก็บไว้นานเกินไป เมื่อนำออกไปขาย รัฐบาลที่ซื้อข้าวมาแพง ก็จะยิ่งขาดทุนหนักเข้าไปจากเดิมที่ขาดทุนเพราะซื้อมาราคาสูงกว่าราคากลางอยู่แล้ว

ประเด็นที่สอง คือการที่รัฐบาลเข้าไปรับจำนำหรือรับซื้อข้าวมาเก็บไว้ จนถึงขั้นตอนการขายข้าวออกไปนั้น ความจริงถ้าทำดีๆ เหมือนเอกชน ไม่มีการคอร์รัปชันโกงกินกันอย่างที่มีการกล่าวหา ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าเป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา ความเสียหายของรัฐบาลที่ซื้อข้าวมาแพงเก็บไว้จนเสื่อมคุณภาพก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

ความเสียหายทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามา ท้ายที่สุดก็เป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปจ่ายชดเชย

เพราะฉะนั้นที่จะมีการอภิปรายก็จะเริ่มตั้งแต่รัฐบาลทำถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไรที่รับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 30% การ บริหารจัดการข้าวที่รับจำนำมามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เริ่มตั้งแต่การรับซื้อ ปรับปรุงคุณภาพ จัดเก็บและจำหน่ายคือส่งออกไปขาย ในกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการกระทำทุจริตคิดมิชอบตรงไหนบ้าง เริ่มตั้งแต่การโกงน้ำหนักโกงความชื้นในการรับซื้อ การรับซื้อข้าวลม หรือข้าวสวมสิทธิ การจัดเก็บสต๊อกข้าวลม การจัดจำหน่ายแบบลับๆ ล่อๆ ให้พรรคพวกบริวาร ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่า ฝ่ายค้านคงจะขุดคุ้ยขึ้นมาอภิปรายมากมาย

ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็คงโต้ตอบตั้งแต่การตั้งราคาว่า เป็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ยากจน การบริหารจัดการเป็นไปอย่างโปร่งใส มีการดำเนินการติดตามตรวจสอบเอาผิดกับผู้กระทำผิดไม่ได้มีการปล่อยปะละเลยและเชื่อมั่นว่า การเก็บข้าวไว้ในสต๊อกจะทำให้ขายข้าวได้ในราคาที่ดีกว่าจะรีบขายข้าวออกไปในช่วงที่ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำ และการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเสียหายมากไปกว่าการรับประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว

ท้ายที่สุด ก็คงไม่พ้นการอภิปรายตอบโต้กันว่าโครงการนี้จะทำให้ประเทศมีปัญหาหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องใช้เม็ดเงินเพื่อการรับจำนำปีละ 4 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับผิดชอบเองประมาณครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งธนาคารเพื่อการเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ต้องรับผิดชอบเอง ทำให้หนี้สาธารณะอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมไม่เกิน 60% ของจีดีพี

สำหรับฝ่ายค้านก็คงต้องชี้ให้เห็นว่า เงินที่จะต้องใช้เพื่อการนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็เป็นภาระที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบจะเที่ยวนำไปซุกไว้ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้างไม่ได้

ก็ว่ากันไปครับ แต่ผมเชื่อว่า ฟังแล้วใครที่เป็นพวกรัฐบาลก็คงเชื่อเหตุผลของรัฐบาล ใครที่ไม่ชอบรัฐบาลก็คงเชื่อคำอภิปรายของฝ่ายค้านต่อไป เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยใช้เหตุผลแนวนี้ตัดสินเรื่องอะไรอยู่แล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท