
มองอนาคตโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า
ฉบับที่แล้วผมเชิญชวนให้คุณผู้อ่านร่วมกันคิดว่าในอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า โลกของเรา ประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร โดยได้นำเสนอใน 2 ประเด็น คือ เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปกับการท่องเที่ยวไทยที่ต้องปรับตัว วันนี้เรามาดูในเรื่องอื่นกันต่อนะครับ
ฉบับที่แล้วผมเชิญชวนให้คุณผู้อ่านร่วมกันคิดว่าในอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า โลกของเรา ประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร โดยได้นำเสนอใน 2 ประเด็น คือ เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปกับการท่องเที่ยวไทยที่ต้องปรับตัว วันนี้เรามาดูในเรื่องอื่นกันต่อนะครับ
สำหรับในด้านราคาพลังงานโลกจะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก ส่งผลให้ความต้องการบริโภคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพลังงานที่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) ซึ่งได้แก่ น้ำมัน (Oil) ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) และถ่านหิน (Coal) ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อโลกและต่อภูมิภาคเอเชีย โดยสัดส่วนการบริโภคพลังงานที่ได้มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 80% ในปี ค.ศ. 2035 ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในช่วง 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถึง 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ณ ราคาคงที่หรือ Real Terms) ขณะที่ราคาของก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) จะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาก๊าซธรรมชาติจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงก่อนปี 2035 ราคาของก๊าซธรรมชาติจะแพงกว่าราคาน้ำมันดิบอยู่เล็กน้อย สำหรับราคาถ่านหิน (Coal) จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบๆ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
ในด้านการเงินการคลัง ประเทศต่างๆ จะมีหนี้สาธารณะมากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายนโยบายการคลังนั้นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ รัฐบาลประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มการดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องจัดหาแหล่งกู้เงินให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จากข้อมูลแนวโน้มหนี้สาธารณะโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 54% ของจีดีพีในปัจจุบันเป็น 98% ในปี ค.ศ. 2035 ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 42% ของจีดีพีภายใต้หลักการก่อหนี้สาธารณะต้องไม่เกิน 60% ของจีดีพี ดังนั้นรัฐบาลจึงสามารถก่อหนี้ได้อีก 12.5% หรือประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเทศ
ในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ผลวิจัยของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงปี ค.ศ. 2010–2030 มากที่สุดคือผลิตภาพของแรงงาน และอธิบายว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานส่งผลต่ออัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนั้นความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนจะสามารถถูกสร้างขึ้นได้บนพื้นฐานของฝีมือและมีประสิทธิผลของกำลังแรงงาน กำลังแรงงานมีแนวโน้มสอดคล้องกับจำนวนประชากร ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของ UN แนวโน้มของกำลังแรงงานกับแนวโน้มจำนวนประชากรของโลกพบว่ามีแนวโน้มสอดคล้องกันโดยกำลังแรงงานมีทิศทางเพิ่มขึ้นจนถึงปี ค.ศ. 2015 และเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2025-2050 สำหรับแนวโน้มกำลังแรงงานของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปี ค.ศ. 2009-2030 พบว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง สาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวันจะเพิ่มขึ้นใน 2 ทศวรรษแรก แต่ในที่สุดก็ลดลง เนื่องจากระดับอัตราการเพิ่มของประชากรลดต่ำลง ส่วนประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ จะมีกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี ค.ศ. 2009-2030 ในขณะที่กำลังแรงงานของประเทศไทยและเวียดนามคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงและมาถึงจุดสูงสุดหรือจุดวกกลับในปี ค.ศ. 2030
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พบว่า จะมีความต้องการใช้บริการด้านขนส่ง (อากาศ เรือ ระบบราง) มากขึ้น จากความต้องการใช้บริการด้านขนส่ง (อากาศ เรือ ระบบราง) ที่มากขึ้น โดยมูลค่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งระบบรางจะสูงที่สุด ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีแนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งมากขึ้นด้วย เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ
ในบทความครั้งต่อไป ผมจะขอสรุปทิศทางด้านสังคมในอนาคตนะครับ ลองมาดูกันอีกทีครับ เพราะจะเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคนครับ







