
ถอดยศ "อภิสิทธิ์" แผนเด็ดหัวฝ่ายค้าน
การเมืองเข้าสู่จุดปะทะอีกครั้ง แม้จะเป็นการปะทะด้วยกฎหมายไม่ใช่กำลัง แต่ก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองเข้าสู่จุดปะทะอีกครั้ง แม้จะเป็นการปะทะด้วยกฎหมายไม่ใช่กำลัง แต่ก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน เมื่อเงื่อนไขที่นำไปสู่การปะทะ คือ การปลด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกจากราชการ และถอดยศร้อยตรีจากบ่า
เรื่องนี้จะไม่เป็นเรื่องหาก “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ไม่ดำเนินการในช่วงที่กำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงปลายเดือน พ.ย. จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทยต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน
ด้านหนึ่ง พล.อ.อ.สุกำพล พยายามอธิบายว่า “ไม่ได้กลั่นแกล้ง” พร้อมกับอ้างว่าเป็นขั้นตอนของคณะกรรมการที่เสนอขึ้นมาว่ามีความผิดจริง ทำให้ต้องลงนามตามความเห็นของคณะกรรมการตามกฎหมาย
แต่มองเข้าไปถึงเจตนารมณ์ของการดำเนินการครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีเป้าประสงค์ 2 ประการ
ประการที่ 1 ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือในระยะสั้น กล่าวคือ ต้องการตัดตอนไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ การจะทำในลักษณะนี้ได้ต้องหาช่องของรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การตีความว่า “ญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่”
การจะตีความในประเด็นนี้ต้องกระทำผ่าน การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยว่า อภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติความเป็น สส.หรือไม่ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 (6) ว่าด้วยการห้ามไม่ให้ สส.ต้องเป็นบุคคลที่เคยให้ออกหรือปลดออกจากราชการ ซึ่งขณะนี้ก็มีเครือข่ายคนเสื้อแดงไปยื่นเรื่องเอาไว้แล้ว
หวังให้ซ้ำรอยกรณีของ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ที่ต้องออกจากทุกตำแหน่งในทางการเมืองภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เมื่อครั้งในฐานะรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
คาดการณ์ว่า ถ้า กกต.ทำงานเร็ว และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเร็วได้ทันก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยให้ผู้นำฝ่ายค้านหลุดจากตำแหน่ง เท่ากับว่าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจต้องตกไปเพราะไร้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามสภาพบังคับในรัฐธรรมนูญมาตรา 158
แบบนี้จะเข้าทางพรรคเพื่อไทย หมายความว่า ไม่ต้องรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องเปลืองตัวและบอบช้ำ พักรบไปว่ากันใหม่สมัยประชุมสามัญทั่วไปกลางปี 2556 เพราะสมัยประชุมนิติบัญญัติในเดือน ธ.ค.นี้ไม่สามารถยื่นญัตติได้
ความเสียหายและเสียหน้าจะตกอยู่กับฝ่ายค้านเต็มประตู ทุกอย่างที่เตรียมมาสูญเปล่า การปลุกกระแสนอกสภาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องชะงักลงกลางคัน
อย่างไรก็ตาม ในซีกพรรคเพื่อไทยเองก็ประเมินแล้วว่า ถึงที่สุดแล้วด้วยกระบวนการไต่สวนไม่ว่าจะเป็นของ กกต.ก็ดี หรือศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถคาดเดาว่าจะใช้เวลาเท่าไร ในทางกลับกัน มีความเป็นไปได้ที่กว่าคดีจะตัดสินอาจผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว
สอดคล้องกับความเห็นของ “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” รองประธานสภา ซึ่งมองว่า “การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจยังดำเนินการได้ตามปกติจน กว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นให้คุณอภิสิทธิ์พ้นจากการเป็น สส.ถึงจะมาพิจารณาว่าญัตติขอเปิดอภิปรายมีความสมบูรณ์หรือไม่ต่อไป”
ส่งผลให้เวลานี้จะสังเกตเห็นว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยเริ่มเปิดฉากเรียกร้องบรรทัดฐานทางจริยธรรมทางการเมืองจากอดีตนายกฯ รายนี้ เฉกเช่นเคยเพรียกหาจากพรรคเพื่อไทยมาก่อน โดยพุ่งเป้าไปที่ความเหมาะบริสุทธิ์ของคนที่จะมาเป็นนายกฯ คนใหม่ตามญัตติว่ามีรอยด่างพร้อย ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งทรงคุณค่าเช่นนี้
แต่ทว่าลึกๆ แล้วพรรคเพื่อไทยก็หวังผลในประการที่ 2 เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในระยะยาวด้วย หมายความว่า ถ้าหวังน้ำบ่อนี้ไม่ได้ก็ไปหวังน้ำบ่อหน้าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ได้
หากในอนาคตศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าให้อภิสิทธิ์พ้นจากตำแหน่งจะมีผลให้ฝ่ายค้านเสียศูนย์ครั้งใหญ่พอสมควร เพราะจะไร้แม่ทัพผู้นำอภิปรายที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความหวาดผวาให้กับรัฐบาล
การขาดอภิสิทธิ์ไม่ต่างอะไรกับเรือที่ขาดกัปตัน บุคลากรในฝ่ายค้านที่มีอยู่แม้จะมีฝีปากไม่เป็นสองรองใคร แต่เมื่อเทียบความพิเศษในด้านอื่นๆ กับอภิสิทธิ์แล้ว ต้องยอมรับว่ายังมีบารมีไม่พอจะสร้างความระคายเคืองให้กับรัฐบาลได้มากนัก
ที่สำคัญอย่าลืมตลอดอายุรัฐบาลที่เหลือประมาณ 3 ปี อย่างน้อยต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก 1-2 ครั้งในสมัยประชุมสามัญทั่วไป แน่นอนว่าฝ่ายค้านคงใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำอะไรรัฐบาลได้ไม่มากนักหากต้องไร้ผู้นำฝ่ายค้านหลายสมัยอย่างอภิสิทธิ์ขึ้นมาจริงๆ
ไม่เพียงเท่านี้ ความเสียหายอาจลามไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับผลกระทบขนาดไหนเมื่ออภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นผู้นำพรรค
ฝ่ายค้านเองก็ตระหนักถึงปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวอยู่พอสมควร ถึงได้พยายามเลี่ยงตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการยื่นให้ศาลปกครองคุ้มครองไม่ให้คำสั่งถอดยศมีผลบังคับใช้ชั่วคราว เพื่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถทำได้ตามปกติ
วางมาตรการป้องกันไม่ให้ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภา ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในการบรรจุระเบียบวาระตีความในทำนองว่า ในเมื่อมีความสงสัยในข้อกฎหมายและมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัย จะต้องชะลอการเปิดอภิปรายตามญัตติออกไปก่อน
เพราะฉะนั้น ขบวนการถอดยศอภิสิทธิ์ จึงเป็นเกมของพรรคเพื่อไทยที่หวังเผด็จศึกฝ่ายค้านให้สิ้นฤทธิ์เลิกกวนใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์แบบเด็ดขาด ขณะที่ฝ่ายค้านทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าตั้งรับและรอสวนกลับเอาคืนรัฐบาล







