posttoday
85 ปี ศ.ดร.ปีดี เกษมทรัพย์

85 ปี ศ.ดร.ปีดี เกษมทรัพย์

12 พฤศจิกายน 2555

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเชิดชูเกียรติให้กับ ศ.ดร.ปีดี เกษมทรัพย์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเชิดชูเกียรติให้กับ ศ.ดร.ปีดี เกษมทรัพย์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการจัดงานทางวิชาการ ใช้ชื่อว่า ปาฐกถานิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ชุด ศ.ดร.ปีดี เกษมทรัพย์

การจัดงานทางวิชาการในลักษณะนี้ คณะนิติศาสตร์ จะจัดในเดือนเกิดของอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นปูชนียบุคคล ซึ่งในเดือนนี้ ท่านอาจารย์ปีดี มีอายุครบ 85 ปีแล้ว

ท่านอาจารย์ปีดี เกษมทรัพย์ เป็นนักกฎหมายที่วางรากฐานการศึกษากฎหมายให้มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนกฎหมายในเชิงวิชาการ สอนทฤษฎีกฎหมายให้กับนักศึกษา เพื่อนำไปเป็นพื้นฐานในการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง และเข้าใจถึงจิตวิญญาณของกฎหมาย แม้จะเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่

ท่านอาจารย์เป็นผู้พิพากษามาก่อน แล้วขอโอนย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2517 ท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ขอโอนย้ายมาเป็นอาจารย์ ผู้พิพากษาหัวเราะกันทั้งศาล เพราะในยุคนั้นนักกฎหมายบ้านเราศึกษากฎหมายในลักษณะของวิชาชีพ ศึกษาตัวบทกฎหมายที่เป็นตัวอักษร เพื่อนำไปใช้งานจริง ศึกษากฎหมายจากคำพิพากษาฎีกา นักกฎหมายในยุคนั้นมองไม่เห็นว่าทฤษฎีกฎหมาย ประวัติศาสตร์กฎหมาย ปรัชญาทางกฎหมาย จะนำไปใช้ทำมาหากินได้อย่างไร

นักกฎหมายในยุคนั้นจึงไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านอาจารย์ปีดีตัดสินใจโอนย้ายจากผู้พิพากษามาเป็นอาจารย์ และมองไม่เห็นว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ท่านตัดสินใจ จะเป็นประโยชน์กับวงการนิติศาสตร์ในประเทศไทยได้อย่างไร

ในวันนี้ วันที่วิชานิติศาสตร์เบ่งบาน ทุกคนจึงเข้าใจว่า การตัดสินใจของอาจารย์ในครั้งนั้น ได้วางรากฐานหลักสูตรการศึกษาให้เป็นแบบอย่างที่คณะนิติศาสตร์ทั่วประเทศใช้ในการสอนนิสิตนักศึกษา

อาจารย์ปีดีได้รับการกล่าวขานว่า ท่านเป็นคน 3 วัฒนธรรม ท่านเป็นลูกคหบดีชาวจีน เกิดที่ จ.ร้อยเอ็ด คุณเตี่ยส่งไปศึกษาที่ประเทศจีน 45 ปี ท่านรู้และเข้าใจภาษาจีนอย่างลึกซึ้ง

ท่านได้รับทุน Fulbright ให้ไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา หลังจบปริญญาโท อาจารย์ของท่านแนะนำว่า คนเก่งอย่างนี้ ควรจะไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี โดยอาจารย์ท่านได้ขอทุนให้กับท่าน และท่านก็จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงบอนน์ ท่านใช้ชีวิตในระหว่างการศึกษาอยู่ในประเทศตะวันตกเป็นเวลา 10 ปี

วัฒนธรรมสุดท้ายคือ ท่านเป็นคนไทย ท่านยังพูดอีสานได้ เข้าใจวิถีชีวิตของคนไทย ศึกษาพุทธศาสนา เข้าใจหลักของพุทธศาสนาตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ต่างประเทศ

กฎหมายในทุกประเทศไม่สามารถเขียนให้ครอบคลุมได้ทุกกรณี ยิ่งในยุคศรีธนญชัยครองเมือง การหาช่องว่างของกฎหมายเพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือเพื่อเลี่ยงกฎหมาย จึงเกิดขึ้นตลอดมา รัฐก็ต้องออกกฎหมายเพื่อตามปิดช่องโหว่ของกฎหมายที่ศรีธนญชัยใช้หลบเลี่ยง

กฎหมายจึงเดินตามหลังผู้กระทำผิดเสมอและมีกฎหมายใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

หากนักกฎหมายเข้าใจกฎหมาย มีความสำนึกในการใช้กฎหมาย ตีความกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เราอาจไม่ต้องบัญญัติกฎหมายมากมายเหมือนเช่นทุกวันนี้

อาจารย์ปีดีได้เปรียบเทียบการเรียนกฎหมายไว้ว่า “...ถ้าจะเทียบตัวบทกฎหมายเป็นไข่มุก ก็จะต้องถือว่าหลักกฎหมายเป็นสายสร้อยที่ร้อยไข่มุก ยึดสายได้ ไข่มุกก็จะติดขึ้นมาเป็นพวง การเรียนแต่ตัวบทกฎหมาย เท่ากับคอยเก็บไข่มุกทีละเม็ด เหนื่อยมาก ได้ผลน้อย...”

และสิ่งที่ท่านบุกเบิกหลักสูตรการศึกษา เพื่อใช้สอนนักศึกษา คือ การสอนทฤษฎีกฎหมาย หลักกฎหมาย ปรัชญากฎหมาย ผมจึงต้องเรียนวิชาแพ่งทั่วไป นิติปรัชญา ประวัติศาสตร์กฎหมาย ที่ท่านอาจารย์เป็นผู้สอนเอง เรียนโดยไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม มีประโยชน์อะไร จนเมื่อได้ทำงานแล้ว จึงรู้ว่า การเรียนรู้กฎหมายในทางวิชาการที่ท่านอาจารย์สอนเป็นรากฐานไว้นั้น เป็นประโยชน์อย่างมากกับการใช้กฎหมาย เพราะในความเป็นจริงแล้ว การใช้กฎหมายที่แท้จริง คือการตีความกฎหมาย ซึ่งท่านอาจารย์ได้ให้หลักการตีความกฎหมายไว้ว่า

“...เนื่องจากการตีความกฎหมายเป็นการค้นหาคำตอบสำหรับคดีข้อพิพาทของคน การตีความจึงต้องเกี่ยวกับคดีข้อพิพาทอยู่เสมอ... ด้วยเหตุนี้ จึงต้องวินิจฉัยให้เป็นธรรม คือ ให้เหมาะเจาะ เหมาะสมกับคดี... แต่ในขณะเดียวกัน การตีความกฎหมายนั้น ไม่ใช่ตีตามใจ... เมื่อต้องการความเป็นธรรม... ก็ต้องให้ความเป็นธรรมตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้ความเป็นธรรมตามใจชอบ ดังนั้น การตีความจึงมีลักษณะพิเศษที่ต้องยึดกฎหมาย ไม่ทิ้งกฎหมาย และยึดความยุติธรรม ไม่ทิ้งความยุติธรรม... เมื่อเป็นนักกฎหมาย ต้องยึดมั่นตัวบทกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย... คือ เป็นธรรมกับเรื่องที่พิพาท และเป็นธรรมแก่คู่ความ และเป็นธรรมกับส่วนรวม สังคม หรือคนที่เกี่ยวข้องด้วย...”

ท่านอาจารย์ปีดี เป็นครูที่แท้จริง เป็นครูโดยจิตวิญญาณ ท่านสอนหนังสือโดยไม่ได้คิดถึงค่าตอบแทน แต่ท่านสอนเพราะท่านต้องการวางรากฐานให้กับลูกศิษย์ แม้วันนี้ ด้วยข้อจำกัดทางสุขภาพ ท่านอาจารย์ไม่สามารถสอนลูกศิษย์ได้แล้ว แต่แนวทางทางวิชาการที่ท่านมอบไว้ให้กับวงการนิติศาสตร์ ยังคงอยู่ และได้ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ของท่านที่เป็นคณาจารย์อยู่ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร่วมกันจัดการเชิดชูเกียรติให้กับท่าน เป็นการจัดเชิดชูเกียรติในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งมีค่ายิ่งสำหรับความดีของท่าน

และนี่คือ ศ.ดร.ปีดี เกษมทรัพย์ บิดาแห่งนิติปรัชญา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท