
กาวใจสลายก๊ก
แรงกระเพื่อมหลังการการปรับ ครม.ครั้งล่าสุดผุดทั้งคลื่นใต้น้ำและคลื่นผิวน้ำหลายระลอก เพราะหลายกลุ่ม ก๊ก
แรงกระเพื่อมหลังการการปรับ ครม.ครั้งล่าสุดผุดทั้งคลื่นใต้น้ำและคลื่นผิวน้ำหลายระลอก เพราะหลายกลุ่ม ก๊ก
ในพรรคเพื่อไทยไม่พอใจการสลับตำแหน่งที่ผูกขาดอำนาจการตัดสินใจที่กลุ่มบุคคลเดียวมากเกินไป หลายเหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนในพรรคที่ผ่านมาไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคไหน สส.แกนนำพรรคหลายคนมองว่า “เฮียเพ้ง” คือ มือวางอันดับ 1 คอยประสานรอยร้าวระหว่าง “นายใหญ่” กับคนในพรรคได้ดีที่สุด
“ตัวตนของผมเป็นคนที่นิยมการปรองดอง ผมอยู่กับคน 2 ความคิดมาตลอด หมายความว่า คน 2 ฝั่งคิดแตกต่างกันต่างก็ปรึกษาผม เพราะผมเป็นคนเก็บความลับไม่เคยเอาเรื่องเล่าของคนฝั่งหนึ่งไปทำลายคนอีกฝั่งหนึ่ง ดังนั้นคนจะชอบมาปรึกษา ผมก็จะรู้ว่าคนฝั่งหนึ่งคิดอย่างไร คนอีกฝั่งคิดอย่างไร เมื่อมีความขัดแย้ง เราจะหาทางดึงเส้นทางความขัดแย้งไปให้สู่ความสงบให้ได้มากที่สุด”
“ความคิดของแต่ละคนอาจจะขัดแย้งกันเพราะความเข้าใจผิด เข้าใจคลาดเคลื่อน หรือเข้าใจกันถูกต้องแต่ผิดเจตนา แต่อย่างน้อยเรามองเห็นความดีจุดหนึ่งของแต่ละคน แล้วก็เอาความดีเหล่านั้นให้ทุกฝ่ายมองเห็นว่าทุกคนก็มีความดีอยู่ ความผิดพลาดที่ผ่านมาอาจจะเกิดขึ้นด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือความคิดที่ถูกบิดเบือนโดยคนข้างเคียง พอเกิดความขัดแย้งกันแล้วรีบไปตัดสินใจเลยทำให้บานปลาย แต่ถ้ามีคนกลางที่คอยเชื่อมได้ จากที่เคยขัดแย้งกันมันก็สงบลง”
ได้เข้าไปเคลียร์รอยร้าวระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับนายเสนาะ เทียนทองหรือไม่ หลังหลานชาย (ฐานิสร์ เทียนทอง) ถูกโยกไปเป็น รมช.อุตสหกรรม? เฮียเพ้งคิดชั่วครู่ก่อนตอบว่า “ผมคิดว่าคงไม่น้อยใจ ไม่เห็นท่าน (เสนาะ) โทรมาบ่นหรือต่อว่าอะไร เพราะว่าการปรับ ครม.เป็นอำนาจและสิทธิของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ท่านนายกฯ คงดูจากการปฏิบัติงาน แล้วส่วนหนึ่งคงเห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมมีความสำคัญและเหมาะสมที่จะให้ไปดูแลแก้ไขปัญหา
แล้ว จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงได้ปรึกษาหารือด้วยหรือไม่หลังไม่ได้รับตำแหน่ง? “อันนี้ผมไม่ทราบ เพราะข้อตกลงการได้ตำแหน่ง ไม่ได้ตำแหน่ง ไม่ได้อยู่ที่ผม แล้วจตุพรเขาก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟัง ไม่เคยบ่นให้ฟังว่าไม่ได้รับตำแหน่งเพราะอะไร ปกติก็สนิทกันเวลาเขาจัดงานวันเกิดก็ชวนไปกินเหล้า บางทีวันเกิดผมเขาก็มาเยี่ยม แต่ไม่ได้เจอกันบ่อย ทานข้าวกันบ้างปีละสองสามครั้ง แต่ว่าผมก็ดูว่าเขาเป็นคนที่จริงใจกับคน แล้วเขาก็คงมองว่าผมเป็นคนที่พูดอะไรตรงไปตรงมา”
มือประสานรอยร้าวในเพื่อไทยยังย้ำจุดยืนในพรรคว่า “ผมไม่ได้เป็นคนที่มี สส.ในสังกัด แต่ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับ สส.ทุกภาคส่วนของประเทศ หลายคนมีความเกรงอกเกรงใจกันในฐานะเพื่อนผู้น้อย เพื่อนผู้พี่ หรือเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะผมเคยเป็นผู้อำนวยการพรรคตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเริ่มก่อตั้งและเริ่มคัดสรร สส.เข้ามา ความสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนมีความลึกซึ้งและทุกคนให้ความเคารพเนื่องจากผมไม่เคยไปล่วงละเมิดใคร คอยให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่เคยสร้างคนเหล่านั้นให้เป็นลูกน้อง ผมถือว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นการสร้างกลุ่มมันอยู่นอกแนวคิดของผม ระบบพรรคมันควรจะทำงานกันอย่างมีระบบและเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน
รู้สูตรการปรองดองในพรรค แล้วการปรองดองในประเทศมีสูตรอย่างไร? เฮียเพ้งชี้ว่า “ต้องรอให้ทุกฝ่ายมีความใจเย็นลง แต่ผมสังเกตช่วงหลังจากมีการสอบสวนคดีขึ้นสู่ศาลทุกคนเริ่มใจเย็นลงแล้ว ถ้าเวลาทอดไปอีก ความคิดในการปรองดองน่าจะเกิดขึ้นจริง เมื่อคนเริ่มใจเย็นลง การเริ่มพูดจาหาเหตุผลมาถกกันมันจะง่ายขึ้น การปรองดองที่เราหวังไว้จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าและเติบโตเร็วขึ้น
“ผมก็พร้อมถ้าทุกฝ่ายบอกว่าให้ผมเป็นคนเจรจา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องพูดกันอย่างเปิดอก ตรงไปตรงมา ผมเองใครเปิดอกคุยด้วย ผมก็ไม่เปิดเผยให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าแต่ละฝ่ายคิดอะไร เพียงแต่จะจับจุดให้มันตรงกันได้อย่างไร เพื่อให้มันจบลงเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”
แต่ผลสุดท้ายต้องมีฝ่ายได้และฝ่ายเสียประโยชน์ เฮียเพ้งแย้งขึ้นมาว่า “การปรองดองจะไปมองว่าฝ่ายไหนได้ฝ่ายไหนเสียไม่ได้ จะไปวัดกันไม่ได้ว่าคนหนึ่งบาดแผลยาว อีกคนบาดแผลสั้น มันจะต้องมองว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักคืออะไรและความสงบจะเกิดขึ้น ทุกคนต้องยอมรับความเจ็บปวดในสิ่งที่ตัวเองรับมา ความปรองดองก็คือว่า เราต้องลืมอดีตและมองอนาคต
ลืมอดีตที่ว่าหมายถึงการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย? “ไม่ใช่หมายถึงการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย การลืมอดีตหมายความว่า แต่ละคนต้องลืมอดีตที่ทะเลาะกัน อีกคนบอกมึงชกกู อีกคนบอกมึงแทงกู ถ้ามัวแต่พูดตรงนี้มันไม่ลืมอดีต มันก็คุยอนาคตไม่ได้ เราต้องคุยถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในอนาคต เวลาทะเลากัน โมโหกัน มันสามารถทำได้ทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันไม่ควรเกิดมันก็เกิด ดังนั้นเราต้องมองอนาคต และอนาคตนั้นต้องมีเหตุผลที่จะตอบได้ว่าในอดีตที่ทะเลาะกันมันเกิดจากอารมณ์ ดังนั้นอนาคตของประเทศมันสำคัญกว่า เพราะลูกหลานของเราก็กำลังรอเราว่าประเทศเราจะเดินไปอย่างไร”







