
ยุทธศาสตร์ทวาย
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น สำหรับการผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ประเทศพม่า
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น สำหรับการผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ประเทศพม่า
เพราะแม้รัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้บรรจุโครงการนี้ไว้ในนโยบายหาเสียง แต่ด้วยเหตุที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากโครงนี้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางการค้าใหม่จากโลกตะวันตกไปโลกตะวันออก ที่มีทั้งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลแล้ว
โครงการนี้ยังมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่าแหลมฉบังถึง 10 เท่า มีทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซ และน้ำมัน สามารถรองรับอุตสาหกรรมในนิคมฯ แหลมฉบังที่กำลังมีปัญหาพื้นที่ขยายการลงทุนได้ ที่สำคัญ พม่าได้ออกกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีนำเข้าเครื่องจักรไว้ดึงดูดการลงทุนแล้ว
องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลชุดนี้เริ่มหันกลับมามองโครงการนี้และเริ่มผลักดันอย่างจริงจัง โดยหลังจากที่รัฐบาลไทยและพม่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจโครงการทวายเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ไทยก็จัดประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทยพม่าขึ้น โดยพม่าส่งรองประธานาธิบดี ญาณทุน เข้าร่วม และมีการตั้งอนุกรรมการทำงานร่วม 6 ฝ่ายขึ้น เพื่อผลักดันให้โครงการสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2556 นี้
และในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 21 ที่กัมพูชา ทั้งสองประเทศอาจมีการแถลงการณ์ร่วมเพื่อเชิญชวนกลุ่มประเทศอาเซียนเข้ามาร่วมพัฒนานี้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่ารัฐบาลนี้ปฏิบัติการเชิงรุกอย่างมากในการผลักดันให้โครงการทวายเกิดให้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นโครงการใหญ่และเป็นการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าของโลกที่สำคัญ ซึ่งส่งผลดีต่อไทยและพม่าในอนาคต
แต่สำหรับนักลงทุนไทยและประชาชนไทยแล้ว ยังสับสนกับโครงการนี้อย่างมาก เนื่องจากรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันไปมา จนทำให้นักลงทุนไทย รวมทั้งรัฐวิสาหกิจหลายแห่งไม่มั่นใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม
รัฐบาลจึงจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ในโครงการทวายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและร่วมกันใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ในการสร้างเศรษฐกิจไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน







