
เศรษฐศาสตร์-เศษกระดาษ
หากมองย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว จะเห็นได้ว่ามนุษย์ได้เผชิญกับภัยที่ทำให้เกิดภาวะความเดือดร้อนที่มีผลกระทบทั่วไปในสังคม
โดย...ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์
หากมองย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว จะเห็นได้ว่ามนุษย์ได้เผชิญกับภัยที่ทำให้เกิดภาวะความเดือดร้อนที่มีผลกระทบทั่วไปในสังคม ทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยสงครามมาตลอดหลายพันปี
แต่ในช่วงเวลาประมาณ 300–400 ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติก็เผชิญกับภัยประเภทใหม่นั่นก็คือ ภัยจากวิกฤตเศรษฐกิจ
ที่น่าสังเกตก็คือ ภัยเศรษฐกิจมักจะเกิดจากการที่ “ราคา” ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดการลดลงอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดผลกระทบไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
และประเด็นที่น่าคิดก็คือ “ราคา” คือสิ่งที่มนุษย์ “สมมติ” ขึ้นเพื่อใช้เปรียบเทียบค่า แต่สิ่ง “สมมติ” กลับสร้างความเสียหายให้กับสิ่ง “จริง” ทั้งการจ้างงาน การผลิตสินค้า การบริโภคสินค้า ฯลฯ ในระดับที่ไม่น้อยไปกว่าภัยประเภทอื่นๆ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มูลค่ารวมของสินทรัพย์ทางการเงินของทั้งโลกนั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ณ ปัจจุบัน คิดเป็น 3.5 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของทั้งโลก
ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมถึงมูลค่ารวมของตราสารอนุพันธ์ที่มหึมา
และหากพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดของมูลค่าตราสารอนุพันธ์ในตลาดสหรัฐ จะยิ่งตกใจว่าคิดเป็นมูลค่าถึง 15 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) (ข้อมูลโดย IMF และ McKinsey Global Institute) ประกอบกับเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศในปัจจุบันที่เอื้อให้เงินทุนไหลไปที่ใดในโลกก็ได้ภายในไม่กี่วินาทีหลังกดปุ่ม
ยิ่งทำให้ความผันผวนของเงินทุนในการไหลเข้าออกประเทศต่างๆ สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งส่งผลกระทบให้ราคามีความผันผวนมากขึ้นจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน
ลองนึกถึงกรณีการลดลง 10% ของราคาสินทรัพย์ทางการเงินโดยรวม (ยังไม่รวมกรณีตราสารอนุพันธ์) จากการที่สินทรัพย์ทางการเงินมีขนาด 3.5 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP)
นั่นหมายความว่ามูลค่าสินทรัพย์รวมลดลงเท่ากับ 35% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เลยทีเดียว
และนั่นหมายถึงการที่ภาคเอกชนต้องบันทึกมูลค่าที่หายไปในงบการเงินว่าเป็นผลขาดทุน และด้วยการขาดทุนที่คิดเป็นมูลค่าขนาดนี้ จะนำมาซึ่งเกิดการปิดกิจการและการเลิกจ้าง
ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบไปทั่วระบบเศรษฐกิจ
แน่นอนที่สุด เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นก็กลายเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องเข้าช่วยเหลือ
ทั้งแก้ปัญหาของสถาบันการเงิน และกระตุ้นภาคเศรษฐกิจจริงจากการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐหรือลดภาษี ซึ่งจะกลายเป็นภาระทางการคลังในที่สุด
ขณะที่ภาครัฐเองก็มีข้อจำกัด เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่ของโลกมีขนาดของรายรับหรือรายจ่ายในแต่ละปีไม่เกิน 20% ของ GDP และยังต้องแบกรับภาระรายจ่ายอื่นๆ อยู่แล้ว ทำให้การแก้ปัญหาต้องกู้เงินเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย และท้ายที่สุดกลายเป็นปัญหาหนี้สาธารณะขนาดมหาศาลดังเช่นที่เกิดในยุโรป ณ ปัจจุบัน
ผลกระทบที่ส่งต่อกันมาเหล่านี้ก็เป็นประเด็นที่น่าพิจารณา เพราะการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ทำให้คนเพียงบางกลุ่มในระบบเศรษฐกิจได้ประโยชน์
แต่เมื่อราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และกลับกลายเป็นภาระทางการคลังที่ผู้จ่ายภาษีทุกคนต้องรับผิดชอบ
แน่นอนว่าผู้ใช้แรงงานซึ่งมักจะเป็นกลุ่มแรกได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างเมื่อเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ
นอกจากปัญหาด้านการกระจายรายได้และภาระหนี้รัฐบาลแล้ว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมานักการเงินส่วนใหญ่ได้ให้การยอมรับว่า พันธบัตรรัฐบาลของประเทศตะวันตกที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (safe asset หรือ riskfree asset) แต่จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอาจจะหาได้ยากขึ้นทุกวัน
และจากการที่กองทุนต่างๆ สามารถลงทุนทั้งสินทรัพย์ที่เป็น หุ้น พันธบัตร รวมไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า ทำให้ราคาของสิ่งเหล่านี้มีเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ทำให้โอกาสของการกระจายความเสี่ยงลดลงด้วยเช่นกัน
ปัญหาเหล่านี้ยังรอคอยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะเข้าไปช่วยให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เองจะต้องพัฒนาความรู้ใหม่ให้ทันกับปัญหาที่ขยายทั้งขอบเขต และความซับซ้อนที่มากขึ้นทุกวัน ทำให้การสร้างความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะต้องผสานเข้ากับความรู้ในสาขาอื่นๆ
เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งคือ การป้องกันไม่ให้เกิดภัยเศรษฐกิจขึ้นอีกกับมนุษยชาติ ซึ่งก็คือการป้องกันเพื่อไม่ให้สิ่ง “ของสมมติ” เช่น ราคาและตราสารการเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเพียงแผ่นเศษกระดาษ สร้างความหายนะให้ “ของจริง” เช่น การจ้างงาน การผลิต และการได้รับบริการพื้นฐานของทุกคนในสังคมอีกต่อไป







