
เมื่อกีซเลือก IMF ก็ถึงเวลายุโรป 'ตัวใครตัวมัน'
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทางออกเรื่องวิกฤตการณ์หนี้ 2 หมื่นล้านยูโรของกรีซ เริ่มจะได้ข้อสรุปชัดเจนเข้าไปทุกทีก่อนถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอียูในวันนี้ กับแนวทางที่ทำให้หลายฝ่ายต้องประหลาดใจ เมื่ออียูอาจเลือกที่จะ
“โดดเดี่ยวกรีซ” โดยการผลักภาระไปให้กับเจ้าพ่อเงินกู้หน้าเก่าอย่าง “ไอเอ็มเอฟ”ทางออกที่เรียกได้ว่าเป็นตัวเต็งที่สุดในวันนี้ หากไม่มีม้ามืด คือการให้กรีซยื่นขอกู้เงินโดยตรงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ซึ่งถือเป็นการฉีกแนวความคิดเก่าๆ ที่มีมาว่า สหภาพยุโรป (อียู) จะต้องยื่นมือเข้าอุ้มทุกครั้งไปเพียงเพราะประเทศนั้นๆ ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 27 ชาติสมาชิกอียู
ก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำอียูจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 25
–26 มี.ค.นี้ เป็นที่คาดกันว่าจะมีการประชุมวาระพิเศษของ 16 ประเทศสมาชิกยูโรโซน เพื่อตกลงรายละเอียดที่ชัดเจนในแผนช่วยเหลือกรีซ ก่อนที่ผลกระทบจะบานปลาย ทำร้ายค่าเงินยูโรให้อ่อนปวกเปียกลงไปอีก และก่อนที่อียูจะร้าวฉานเพราะความเห็นต่างไปมากกว่านี้บรรดาแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องได้เปิดเผยกับเอเอฟพี และเอพีว่า ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าอียูโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซน จะหาทางลงให้กรีซแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณมหาศาล ด้วยการหันหน้าพึ่งเงินกู้ไอเอ็มเอฟ โดยที่อียูจะคอยให้การสนับสนุนอยู่เคียงข้าง
ประเด็นนี้นับว่าเป็นชัยชนะของ อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งเยอรมนี ที่เป็นหัวหอกยืนยันมาโดยตลอดว่า กรีซเป็นผู้ก่อปัญหาหนี้ด้วยตัวเองเพราะขาดวินัยทางการคลัง ดังนั้นก็ควรลองหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
หลายฝ่ายมองว่าแนวทางตัวใครตัวมัน หรือหากพูดให้ถูกต้องกว่าคือ คนเรียนผูกต้องเรียนแก้นั้น ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งเป็นเพราะยุโรปเองก็ยังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่นัก
เยอรมนีเพิ่งเสียที่นั่งประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกให้กับจีน
พรรครัฐบาลฝรั่งเศสของประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี เพิ่งแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างหมดรูป จากผลพวงพิษเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงาน
ส่วนที่อังกฤษ ตัวเลขการกู้ยืมสาธารณะรอบ 11 เดือน จนถึงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา พุ่งทะลุทุบสถิติ 1.319 แสนล้านปอนด์ ท่ามกลางแนวโน้มที่ต้องประกาศงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2010
–2011 ขาดดุลมหาศาลอย่างไรก็ดี ปมสำคัญประการหนึ่งที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ก็คือ อนาคตของเสถียรภาพทางการเงินในอียู
เยอรมนีเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญให้ยุโรปเลิกเหลาะแหละกับประเทศสมาชิก และหันมาควบคุมมาตรการต่างๆ ให้จริงจังและเข้มงวดตามกฎที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยเฉพาะด้านวินัยการคลังของประเทศสมาชิก
สิ่งที่เยอรมนีเสนอคือ การวางระเบียบเข้มงวดเรื่องวินัยการคลัง โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณที่ต้องสูงไม่เกิน 3% ของจีดีพีประเทศ ชาติสมาชิกที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัวจะมีอนาคตไม่ต่างกันกับกรีซ ที่ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ไฟเขียวอียูมีอำนาจโดยอัตโนมัติ สามารถดำเนินมาตรการคว่ำบาตรหรือลงโทษประเทศสมาชิกที่ฝ่าฝืนระเบียบได้ทันที ซึ่งอาจเป็นการลงโทษปรับ หรือตัดสิทธิในการออกเสียงเลือกผู้แทนอียู
งานนี้ฝรั่งเศสและสเปน คือ 2 ประเทศหลักๆ ที่ส่ายหน้ารับไม่ได้ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าปัญหาวินัยการคลังในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกรีซเพียงประเทศเดียว แต่ยังรวมไปถึงอีกหลายชาติ อาทิ สเปน โปรตุเกส และอิตาลี ซึ่งหากอียูมีการวางกรอบดังกล่าวจริง ก็อาจส่งผลให้บรรดาชาติอียูแห่กันตบเท้าเข้าเป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟตามมา
และจะว่าไปแล้ว คนที่ลอยตัวที่สุดก็อาจจะมีเพียงเยอรมนีชาติเดียวเท่านั้นที่ยังสามารถรักษาวินัยการเงินการคลังของตนเองได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จากการเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก
อย่างไรก็ดี ในเวลาที่ใกล้จวนตัวเข้ามานั้น ทำให้เชื่อได้ว่าท้ายที่สุดแล้ว อียูอาจต้องยอมถอยคนละก้าว เพื่อประโยชน์โดยรวมของกลุ่ม ก่อนที่สถานการณ์จะยืดเยื้อ และกระทบต่อเงินยูโรมากไปกว่านี้
เพราะความไม่แน่นอนของกรีซยังหมายถึงเงินยูโรที่ถูกกระหน่ำเทขายออกจากตลาดอย่างหนัก จนส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 10 เดือน มาอยู่ที่ 1.34 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดลอนดอนเมื่อวันที่ 24 มี.ค.
“
เงินยูโรกำลังถูกนักเก็งกำไรเทขายกันอย่างหนักช่วงนี้ ตอบรับข่าวความเคลื่อนไหวการแก้ปัญหาหนี้กรีซของอียู ที่ยังไม่มีความแน่นอน และตอบรับข่าวลือที่ว่าไอเอ็มเอฟ จะกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นที่คาดว่าเงินยูโรจะยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนกว่าจะมีความชัดเจนที่สุดออกมา” มาซาโตะ โอตสึโบะ ดีลเลอร์ของธนาคารเรโซนา แบงก์ ในญี่ปุ่น กล่าวกับเอเอฟพีราคาน้ำมันและทองคำโลกที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ก็ล้วนเป็นผลกระทบอย่างหนึ่งจากวิกฤตการณ์หนี้ของกรีซเช่นเดียวกัน เมื่อนักลงทุนต่างเข้าไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งกลายเป็นที่พักเงินที่ปลอดภัยที่สุด (ชั่วคราว) ในวันนี้ไปแล้ว ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งปั๋งที่สุดในรอบหลายเดือน
การให้ไอเอ็มเอฟเข้ามารับบทใหญ่แก้ปัญหากรีซ แม้อาจถูกมองว่าเป็นวิธีตัวใครตัวมัน แต่เมื่อพิจารณาหลายๆ ปัจจัยประกอบแล้ว ก็ต้องนับว่าเป็นทางออกที่เลี่ยงไม่ได้ และยังอาจถือเป็นผลดีระยะยาวในการให้บทเรียนประเทศไร้วินัย ไม่แคร์กฎระเบียบ และหวังแต่จะยืมจมูกคนอื่นหายใจ







