
รัฐเร่งกู้เงิน ฉุดดอกเบี้ยลากศก.แย่
ตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2555 ที่กระทรวงการคลังรายงานอย่างเป็นทาง มียอดหนี้ทะลุ 5.01 ล้านล้านบาท
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2555 ที่กระทรวงการคลังรายงานอย่างเป็นทาง มียอดหนี้ทะลุ 5.01 ล้านล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว โดยมีสัดส่วนหนี้อยู่ที่ 44.89% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนี้สาธารณะเดือน ส.ค. 2555 เทียบเดือนก่อนหน้าเพิ่มขึ้นขึ้น 1.03 แสน ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นเดือนที่ 6 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2555
เมื่อนับหนี้สาธารณะรอบ 1 ปี ที่รัฐบาลบริหารประเทศมามียอดหนี้เพิ่มขึ้น 7 แสนล้านบาท หากคิดเป็นสัดส่วนหนี้ก็เพิ่มขึ้น 4.5% ของจีดีพี
หากนำแผนการกู้เงินที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผ่านไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่ต้องมีการกู้เงินใหม่อีก 9.5 แสนล้านบาท จะทำให้ยอดหนี้ของไทยทะลุ 6 ล้านล้านบาท ภายในปีหน้า
ยอดหนี้ของประเทศยังไม่รวมการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใน 7 ปี นั่นหมายความว่า ในอนาคตประเทศจะมียอดทะลุ 8 ล้านล้านบาท อย่างไม่ยากเย็น
ขณะเดียวกันยังมีรายการกู้ยอดใหญ่ๆ อีกบางรายการที่ยังไม่ได้นำมาใส่ไว้ในแผนการกู้เงิน เช่น โครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ ที่เบื้องต้นคาดว่าต้องใช้เงินกู้ถึง 4 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลกลัวถูกโจมตีจึงหั่นยอดกู้จำนำข้าวเหลือแค่ 1.6 แสนล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้ค่อยๆ สอยมาขอกู้ตามความต้องการใช้เงิน ซึ่งจะทำให้ตัวเลขหนี้ของประเทศโป่งขึ้นอีกมาก
หนี้ที่พอกพูนอย่างรวดเร็ว มีทั้งประโยชน์และโทษมหันต์ มองในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจ หากเงินกู้ถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุนโครงการที่จะเป็นมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโต การกู้เงินมาก็ถือว่าคุ้มค่า
ที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถูกใช้ไปกับอย่างไรก็ตาม หนี้ประเทศโครงการหาเสียงทางการเมือง ลดแลกแจกแลกแบบไม่มีความจำเป็น และไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก และโครงการรับจำนำ และอีกหลายโครงการประชานิยมของรัฐบาล ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอีกเป็นแสนล้านบาท
การใช้เงินกู้แบบไม่คุ้มค่ารั่วไหล เป็นเรื่องที่อันตรายของประเทศรออยู่ข้างหน้า สิ่งที่เห็นชัด คือ หนี้ที่กู้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่ามองในแง่สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่ปัจจุบันอยู่ที่ 44.89% ต่อจีดีพี อาจจะยังห่างจากกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ต่อจีดีพี ที่รัฐบาลนำมาอ้างว่าหนี้ไทยยังไม่มีปัญหาไม่มีอันตราย
แต่หากมองดูยอดหนี้ตัวหนี้ที่โตขึ้นเป็นดินพอกหางหมูจาก 4 ล้านล้านบาท ผ่านไปไม่นานเป็น 5 ล้านล้านบาท และจะกลายเป็น 8 ล้านล้านบาท ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า รัฐบาลจะบริหารภาระจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นที่ไม่มีปัญหาอย่างไร
เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นสิ่งที่ตามมาก็คือ ความสามารถชำระหนี้จะเกิน 15% ของภาระงบประมาณ ทำให้ประเทศอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง โดยที่ผ่านมารัฐบาลก็ประสบปัญหาภาระชำระหนี้เกินกรอบ 15% ของภาระงบประมาณ ก็มีการโอนภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ไปไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นการนำหนี้ประเทศไปซุกไว้ที่อื่น
การที่รัฐบาลมือเติบ ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวในตลาดเงิน ด้านหนึ่งรัฐบาลต้องการให้ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดต้นทุนการเงินของตัวเองให้น้อยลง สวนทางกับ ธปท.ที่ยังต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ที่ขณะนี้ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ล่าสุด ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 3% ต่อปี เหลือ 2.75% ต่อปี
ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมากในแต่ละปี ทำให้แย่งสภาพคล่องในตลาดกับเอกชน สิ่งที่ตามมาอัตราดอกเบี้ยลดลงได้ไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น
เป็นที่รู้กันในตลาดเงินว่า ธนาคารพาณิชย์ยินดีที่จะเก็บเงินก้อนโตไว้ให้รัฐบาลกู้เป็นอันดับแรก เพราะแม้ได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าปล่อยกู้ทั่วไปเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงปล่อยกู้เป็นศูนย์ เพราะรัฐบาลไม่มีทางล้มไม่มีทางเบี้ยว
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้เอกชนได้รับการพิจารณาเงินกู้เป็นอันดับรองจากภาครัฐ รวมถึงเงินกู้ที่ได้รับจะมีดอกเบี้ยที่สูง เพราะถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่าปล่อยกู้ของรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมของดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดลดลงได้ยาก
ปัญหาดังกล่าวทำให้การก่อหนี้สาธารณะลากไปสู่ความเสี่ยง หายนะเหมือนประเทศในยุโรปที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ยิ่งรัฐบาลใช้การกู้หาเสียงทางการเมือง นำไปใช้ในโครงการที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร จะจ่ายในโครงการลดแลกแจกแถมจนเสพติดเลิกไม่ได้ ทำให้การก่อหนี้ของประเทศเข้าสู่ขั้นวิกฤตเร็วขึ้นเท่านั้นการที่รัฐบาลแก้หนี้สาธารณะโดยการซุกหนี้ไปไว้ในที่ต่างๆ ทำให้ตัวยอดหนี้สาธารณะของประเทศที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการต่ำกว่าเป็นจริง ยิ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตหนี้ของประเทศมากขึ้น และเมื่อมีปัญหาจะทำให้การแก้ปัญหาเอาอยู่ได้ยาก
หรือแม้แต่การปั่นจีดีพีของประเทศ สร้างภาพมายาว่าหนี้ไม่มีปัญหา เพราะสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่ำ แต่ตัวยอดหนี้จริงๆ กลับไม่ได้ลดลง แต่โตเพิ่มขึ้นทุกวัน ก็เป็นเหมือนการสร้างวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศให้เพิ่มขึ้นทุกขณะ
ที่แน่ๆ กระทรวงการคลัง ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้น้อยกว่าปีนี้จากวิกฤตยุโรป สวนทางการก่อหนี้สาธารณะที่ต้องเพิ่มขึ้นอีกถึง 1 ล้านล้านบาท เห็นที่หนี้สาธารณะของประเทศจะเอาไม่อยู่
นั่นคือความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลกู้มากก็จะไปแย่งเงินจากตลาดเงิน ทำให้ดอกเบี้ยลดลงได้ยาก และดึงให้สถานการณ์หนี้สาธารณะน่าห่วง จนอาจจะเป็นเหตุให้ประเทศถูกลดอันดับเครดิตได้ หากยังใช้นโยบายการคลังเช่นนี้







