
ผ่าโพยก๊วนการเมือง
8...ทีมข่าวการเงิน
การระดมคนเสื้อแดงหลายหมื่นคน และรถกระบะหลายพันคัน เข้ามาปิดกรุงเทพฯ แต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะเป็นรายจ่ายเนื้อๆ เน้นๆ ที่ต้องควักกระเป๋าทั้งนั้น!!!
ประเมินกันคร่าวๆ น้ำเลี้ยงเที่ยวนี้ที่ยิงออกไปมากกว่า 1,500 ล้านบาท
น่าจะเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยจัดตั้งม็อบกันในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้
แม้จะทราบกันดีว่า งานนี้ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ที่สุดมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่เหลือคือการ
“ลงขัน” ของธุรกิจในเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณแต่การนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ!!!
หากเงินที่เข้ามาโดยไม่มีธุรกิจธุรกรรมรองรับ แต่เอาเข้ามา
“ปั่นกระแส” ทางการเมืองอย่างเดียวยิ่งไม่ง่ายใหญ่!!
เพราะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
การเอาเงินก้อนใหญ่เข้ามาจึงต้อง
“หลบฉาก” ทั้งซิกแซ็ก แอบซ่อนจะบ้าขนใส่กระเป๋าเข้ามาตรงๆ โต้งๆ ผ่านสนามบินไม่ได้
งานนี้เรียกว่า ไม่เอาเข้าด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล
ไม่ได้ด้วยกลก็ต้องเอาด้วย
“มนต์” คือใช้บริการพ่อมดทางการเงินทั้งหลายส่งผลให้รัฐบาลต้องออกแรงไล่ตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงแบบทุกเม็ด
แล้วก็ไปเจอว่า มีเงิน
“ก้อนใหญ่” ที่ไหลมาเลี้ยงม็อบ ผ่านธุรกิจโพยก๊วนในประเทศไทยร้านโพยก๊วนดังกล่าวเป็นร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราใหญ่
โดยหน่วยงานรัฐพบว่า
“หน้าฉาก” รับซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนแต่
“หลังฉาก” รับโอนเงินข้ามประเทศแบบไม่มีธุรกรรมโดยร้านนี้ถือเป็นร้านที่บรรดา
“นักการเมือง” ส่วนใหญ่รู้จักดี และมาใช้บริการแบบลับๆ บ่อยมากเพราะเงินรายได้ของนักการเมืองเป็นเงินที่อยู่นอกการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน
โดยวิธีการของโพยก๊วน คือ การส่งเงินจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยใช้แค่โทรศัพท์สั่งการ
อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าของเงิน และร้านค้าที่รับเป็นตัวกลาง
เป็นรูปแบบการโอนเงินแบบดั้งเดิม ที่ชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองไทยสมัยก่อน นิยมใช้เพื่อส่งเงินกลับบ้าน
แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า คนไทยใช้โพยก๊วนในการโอนเงินที่
“ไม่มีที่มาที่ไป” เงินในธุรกิจมืด หรือเงินที่ต้องการหลบเลี่ยงภาษีแหล่งใหญ่ของโพยก๊วนในไทยมีตั้งแต่ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตรา ร้านขายทองย่านเยาวราช และบริษัททัวร์
กรณีของท่อน้ำเลี้ยงม็อบกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น หน่วยข่าวในรัฐบาล แจ้งว่า ตรวจพบการโอนแบบโพยก๊วนจากฮ่องกงและสิงคโปร์ เข้ามายังร้านแลกเปลี่ยนเงินตราแห่งหนึ่ง
แต่รัฐบาลก็ไม่มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่า เป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ที่โอนเข้ามาหรือไม่
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.สรรหา กล่าวว่า ปกติแล้วการโอนแบบโพยก๊วนคือการโอนเงินใต้ดิน ผ่านการ
“หักบัญชี” ของร้านที่ทำธุรกิจโพยก๊วนขณะที่คนที่เข้าสู่วงในของธุรกิจโพยก๊วนได้ ต้องใจนักเลงและมีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง
“
บางครั้งมีการถือเงินเป็นกระเป๋า กระเป๋าละ 30 ล้านบาท มาให้เลย” เรืองไกร กล่าวขณะที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับว่าได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. เข้าตรวจสอบธุรกรรมการเงินของกลุ่มเป้าหมายคนไทย 16 ราย และกลุ่มชาวต่างชาติ10 ราย
โดยเป้าหมายที่ลุยเข้าคุ้ย คือ กิจการ 3 ประเภท ได้แก่ นำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ค้าทองคำ และกลุ่มที่นำเข้าเงินตราผิดกฎหมาย หรือโพยก๊วนเงิน
เมื่อธุรกิจทั้งสามประเภทล้วนโยงใยกับการฟอกเงินทั้งสิ้น!!!
พ.ต.อ.สีหนาท ยืนยันว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินเป็นภารกิจตามปกติ ไม่ได้เจาะจงจะตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงเกี่ยวข้องกับการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น
“
หากตรวจสอบพบผิดปกติ ก็จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ก็มีบ้าง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการสอบสวนเป็นทางลับอยู่ ไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้” พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวขณะเดียวกันมีการสุ่มสำรวจความเห็นของบริษัทรับแลกเงินรายใหญ่ โดย สุกิจ สุสมากุลวงศ์ ผู้จัดการบริษัท ซุปเปอร์ ริช (ไทยแลนด์) ยอมรับว่า ในช่วงนี้ ธปท. ได้ขอความร่วมมือให้รายงานธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีวงเงินสูงๆ เป็นกรณีพิเศษ
สุกิจ บอกว่า ปกติถ้านำเงินตราต่างประเทศมาซื้อขายเกิน 1 หมื่นเหรียญสหรัฐขึ้นไป จึงค่อยรายงาน
ผู้จัดการบริษัท ซุปเปอร์ ริช ยืนยันว่า บริษัทไม่เคยทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับโพยก๊วน หรือการจ่ายเงินตามตั๋วเงินให้เครือข่ายการเมือง หรือกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง
“
แต่ช่วงนี้ ธปท. ขอความร่วมมือมาให้ช่วยดูเป็นพิเศษ ทำให้เรารายงานละเอียดขึ้น หรือถ้าเห็นว่าผิดปกติ เช่น มีคนต้องสงสัยแต่งตัวแปลกๆ ถือเงินตราต่างประเทศมาแลก 1,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป ก็จะรายงานเลย” สุกิจ กล่าวนายสุกิจ ย้ำว่า ทางบริษัทไม่ได้ทำธุรกิจโพยก๊วน แต่จะเป็นบริษัทอื่นที่มีพฤติกรรมตามที่เป็นข่าวหรือไม่ ก็ไม่ทราบ หรือจะเป็นบริษัทไหนก็ไม่รู้
ปัจจุบันบริษัทมีธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนต่อเดือนเฉลี่ย 8590 ล้านบาท จากปกติ 70 ล้านบาท
ต้องยอมรับว่า การตรวจสอบเส้นทางเดินเงินของม็อบกลุ่มคนเสื้อแดง สกัด
“น้ำหล่อเลี้ยง” ไม่ได้ทั้งหมดเพราะเครือข่ายทางการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีเหลือเฟือ
ยิ่งล่าสุด มีข่าวว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผู้มีอำนาจในการเปิดปิดก๊อกน้ำตัวจริง
ทั้งขู่ทั้งปลอบ สส.เพื่อไทย ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือกับม็อบกลุ่มคนเสื้อแดง จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ก็น่าเป็นห่วงว่าการชุมนุมใหญ่วันที่ 27 มี.ค.นี้ น่าจะระดมคนอีกระลอกใหญ่
งานนี้เรียกได้ว่าท่อน้ำเลี้ยงไม่มีวันหมดจริงๆ!!







