
คนผิดต้องลงโทษ
การที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ไม่ให้ใช้สนามบางกอก ฟุตซอล อารีนา หนองจอก
การที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ไม่ให้ใช้สนามบางกอก ฟุตซอล อารีนา หนองจอก
ใช้ในการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ส่งผลให้งบประมาณการก่อสร้างซึ่งมาจากภาษีของประชาชนกว่า 1,200 ล้านบาท สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะสร้างความอับอายไปทั่วโลกแล้ว การนำเงินภาษีของประชาชนไปถลุงกันในลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในครั้งนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบควบคุมดูการก่อสร้างสนามดังกล่าวจะต้องรับผิดชอบในทุกรูปแบบ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้ความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลกลดลงแล้ว ยังสะท้อนถึงความล้มเหลวทางด้านการบริหารจัดการกิจกรรมในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศในการเป็นศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้านบาท ก็นำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องของความโปร่งใสอีกด้วย
เมื่อย้อนไปดูที่มาของโครงการนี้ พบว่าอนุมัติในปี 2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมอบภารกิจนี้ให้กับ กทม.ในฐานะคู่สัญญาของฟีฟ่า แต่ได้เกิดความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเพิ่งอนุมัติเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2554 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยประสบมหาอุทกภัย ทำให้หลายฝ่ายพาเหรดกันออกมาทักท้วงถึงความเหมาะสมในการก่อสร้าง เนื่องจากระยะเวลาที่เหลืออยู่กระชั้นชิดเกินไป
แต่ กทม.โดยการนำของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ฟังเสียงคัดค้านดึงดันที่จะเดินหน้าต่อจนมีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2555 ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า การก่อสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 3 หมื่น ตร.ม. โดยมาตรฐานทั่วไปต้องใช้เวลาก่อสร้างราว 560 วัน แต่ กทม.ก็ดึงดันที่จะก่อสร้างภายในเวลา 270 วัน ซึ่งในที่สุดก็ไม่สามารถทำได้ตามกำหนดเวลา กลายเป็นการประจานคนไทยทั้งประเทศไปทั่วโลก
ดังนั้น เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับชั้นจะต้องร่วมกับรับผิดชอบทั้งทางด้านความผิดทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะต้องเข้ามาตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารของ กทม.ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับชั้น รวมทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะต้องเข้ามาตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณกว่า 1,200 ล้านบาท โดยมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างเข้มข้น เพราะเรื่องนี้จะปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลไม่ได้อย่างเด็ดขาดและจะต้องนำผู้ที่กระทำผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้กระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงอย่างประเมินค่าไม่ได้เช่นนี้อีก







