
อนาคตยุโรป
ผมเพิ่งกลับจากยุโรป โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเยอรมนี ได้มีโอกาสสัมผัสสังคมเศรษฐกิจเยอรมันในระดับพื้นฐาน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ผมเพิ่งกลับจากยุโรป โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเยอรมนี ได้มีโอกาสสัมผัสสังคมเศรษฐกิจเยอรมันในระดับพื้นฐาน ตลอดจนพูดคุยกับคนเยอรมันในระดับชาวบ้าน ทำให้มีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับยุโรป ทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องแรก ในส่วนที่เกี่ยวกับวิกฤตในยุโรปและความพยายามในการแก้ปัญหาในปัจจุบัน ภาพที่ปรากฏออกมาภายนอกคือ เยอรมนีมีท่าทีแข็งกร้าวกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ และมักจะเป็นฝ่ายออกหน้าในการกำหนดเงื่อนไขที่ยากที่ประเทศอย่างกรีซหรือสเปนจะยอมรับหรือทำตามได้
เมื่อได้สอบถามความรู้สึกของคนเยอรมัน จึงทำให้ทราบว่าคนเยอรมันก็กลัวการล่มสลายของยูโรโซนไม่แพ้ประเทศอื่นๆ เหมือนกัน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป เพราะที่ผ่านมาเยอรมนีเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากการอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านที่อ่อนแอกว่า กล่าวคือสินค้าเยอรมันสามารถเข้าไปยึดครองตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างง่ายดายจนเศรษฐกิจเยอรมันได้สมญาว่าเป็น “เครื่องจักรแห่งการส่งออก” และได้สะสมการเกินดุลและความร่ำรวยจำนวนมหาศาล ในขณะที่การว่างงานในประเทศก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
คนทำงานในเยอรมนีเป็นกังวลว่า หากประเทศต่างๆ ในยุโรปต่างกลับไปใช้สกุลเงินของตัวเองเหมือนในอดีต การส่งออกจะไม่ง่ายดังเดิม การว่างงานจะกลับเพิ่มสูงขึ้น และตลาดแรงงานอาจจะไม่อยู่ข้างผู้ใช้แรงงานอีกต่อไป
เรื่องต่อมา ปีหน้าจะเป็นปีเลือกตั้งใหญ่ในเยอรมนี ซึ่งจะตัดสินอนาคตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก อังเกลา แมร์เกิล ว่าจะยังคงสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่
เชื่อกันว่าแมร์เกิลไม่มีทางยอมเสี่ยงให้กรีซหลุดจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน เพราะนั่นหมายถึงปัญหาที่จะเกิดตามมากับประเทศที่ใหญ่กว่าอย่างสเปน หรือแม้แต่อิตาลี และอาจส่งผลให้แมร์เกิลแพ้เลือกตั้ง
คนเยอรมันเล่าให้ฟังต่อไปว่า เขารู้ตัวดีว่าเพื่อให้ยูโรโซนยังคงอยู่ เยอรมนีจะต้องเป็นฝ่ายควักกระเป๋า และเขาก็ยินดีให้รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มเพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน แต่แมร์เกิลก็ไม่กล้าขึ้นภาษีในช่วงก่อนเลือกตั้ง เพราะอาจนำไปสู่การสูญเสียคะแนนนิยมและแพ้เลือกตั้งได้เช่นกัน
สรุปว่าการแก้ปัญหาของยุโรปยังถูกครอบงำด้วยปัจจัยทางการเมือง และยังขาดความเป็นรูปธรรม
อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ ยุโรปในปัจจุบันมีธนาคารกลางหรืออีซีบี ที่พร้อมจะอัดฉีดเงินเข้ามาช่วยผ่อนคลายปัญหาสภาพคล่องของระบบ และที่ผ่านมาก็ได้ทำทั้งลดดอกเบี้ยและซื้อหนี้ประเทศที่อ่อนแอเข้าไปถือไว้เป็นจำนวนมาก
การกระโดดลงมาเล่นเต็มตัวของอีซีบี โดยรัฐบาลเยอรมันก็ไม่ได้คัดค้านอย่างจริงจัง ช่วยให้ระบบการเงินของยุโรปยังคงมีเสถียรภาพอยู่ได้ เป็นการซื้อเวลาให้ประเทศที่อ่อนแอในการแก้ปัญหา
โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าประเทศอย่างกรีซกับสเปนจะสามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้โดยไม่ออกจากยูโรโซน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าการอัดฉีดในปริมาณที่แทบจะไม่มีข้อจำกัดของอีซีบีอาจช่วยให้สามารถลากยาวปัญหาไปได้อีกหลายปีกว่าจะถึงจุดแตกหัก
สำหรับประเด็นคำถามว่า แล้วอนาคตของยุโรปจะเป็นอย่างไร คำตอบก็คือเมื่อปัญหาของยุโรปมีแนวโน้มจะเป็นหนังชีวิตเรื่องยาว อนาคตของยุโรปย่อมหนีไม่พ้นความถดถอย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะช้ากว่าของสหรัฐ และหากเปรียบกับเอเชียก็จะยิ่งช้ากว่ามาก
เรื่องสุดท้าย ตลอดสิบกว่าวันที่ตระเวนไปทั่วเยอรมนี ผมดื่มด่ำกับความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงามของประเทศนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็สังเกตเห็นจุดอ่อนที่สำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องเทคโนโลยีกับเรื่องภาษา ซึ่งอาจจะยังไม่มีผลต่อความเจริญในวันนี้ แต่จะเป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปข้างหน้าต่อไปในอนาคต
ทางด้านเทคโนโลยี ผมสังเกตว่าการใช้โทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟนกับคอมพิวเตอร์แบบแท็บเล็ตยังมีน้อย สัญญาณไวไฟตามที่สาธารณะ โรงแรม และร้านอาหาร ก็ไม่ใคร่มีให้ และหากมีก็มักจะคิดค่าบริการชั่วโมงละหลายยูโร นอกจากนี้ เมื่อติดตามข่าวธุรกิจทั่วโลกก็แทบจะไม่เห็นชื่อของบริษัทเยอรมันอยู่ในระดับแนวหน้าของธุรกิจสื่อสารกับคอมพิวเตอร์
อีกเรื่องคือภาษาอังกฤษ ผมรู้สึกแปลกใจที่จำนวนคนเยอรมันที่เข้าใจภาษาอังกฤษไม่แตกต่างจากเมื่อสิบกว่าหรือยี่สิบกว่าปีก่อนมากนัก ต่างจากอีกหลายประเทศที่ประชาชนตื่นตัวเรื่องภาษาอังกฤษกันมาก และรัฐบาลก็ส่งเสริมอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะเห็นความจำเป็นที่มากับการเดินทางระหว่างประเทศ และที่มากับโลกอินเทอร์เน็ต
ผมตีความเอาเองว่าความสำเร็จในการรวมชาติเยอรมนีตะวันตกกับตะวันออกทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมมากขึ้น ประกอบกับคนเยอรมันสบายเกินไปในการอยู่ร่วมและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศเหล่านั้นอ่อนด้อยกว่ามาก ทำให้ละเลยการเตรียมตัวเพื่อเผชิญหน้ากับอนาคต
มองไปข้างหน้า โอกาสที่ยุโรป ซึ่งมีเยอรมนีเป็นหัวขบวน จะเบ่งบานรัศมีขึ้นมาเทียบเคียงในฐานะคู่แข่งหลักของสหรัฐ ดูเหมือนจะยิ่งลดน้อยถอยลงไปทุกวัน และเป็นไปได้ที่อีกไม่นานอาจถูกอีกบางประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีกับไต้หวัน ไล่ทันและแซงหน้าขึ้นไป
แต่เราคนไทยก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกสงสารคนยุโรปเขานะครับ หากจะนึกสงสารก็ให้เวทนาสงสารตัวเราเองก่อน เพราะไม่ว่าเขาจะมีปัญหามากมายแค่ไหน ระดับการพัฒนาของเขาก็ยังสูงกว่าของเรามาก นอกจากผมจะนึกภาพไม่ออกว่าเราจะตามเขาทันได้อย่างไรแล้ว ภายในเอเชียด้วยกันเอง เราก็กำลังถูกกลุ่มประเทศเสือเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน และจีน ทิ้งห่างออกไปมากขึ้นเป็นลำดับ จนเดี๋ยวนี้แม้แต่ฝุ่นก็แทบมองไม่เห็น







