
ซักฟอกเรียงตัว ผนึกกำลัง ถล่มทุกแผล
ปรับแผนมาอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบ “ยกเข่ง” ไล่เชือดหลายกระทรวงหลายประเด็น
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ปรับแผนมาอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบ “ยกเข่ง” ไล่เชือดหลายกระทรวงหลายประเด็น
จากเดิมที่ตั้งใจอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบพุ่งเป้าเจาะจงนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป้าใหญ่เป้าเดียว ปิดทางตัดตัวช่วยมาชี้แจงแทน หวังให้จนมุมกลางสภา กลับสารพัดประเด็นที่ “ประชาธิปัตย์” ลิสต์ประเด็นเตรียมเปิดฉากถล่ม
ทว่า พิจารณาผลได้ผลเสียแล้ว ห่วงกันว่าอาจเกิดกระแสตีกลับถูกมองว่ารังแกผู้หญิง ซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนสงสารให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จนทำให้เนื้อหาสาระการอภิปรายฯ ที่ตระเตรียมมาเป็นอย่างดีต้องเสียของในที่สุด
ที่สำคัญแม้จะเจาะจงอภิปรายฯ นายกฯ เพียงคนเดียว แต่ในทางปฏิบัติคาดว่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังสามารถใช้สิทธิพาดพิงขึ้นมาชี้แจงแทนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้อยู่ดี แม้จะไม่มีรายชื่อถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ตาม
โดยเฉพาะปรับ ครม. ปู 3 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการกำหนดเวลาที่ฝ่ายค้านประกาศยื่นญัตติอภิปรายฯ แม้จะปรับใหญ่กว่า 10 ตำแหน่ง แต่ในตำแหน่งสำคัญโดยเฉพาะที่ดูแลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศ ที่ฝ่ายค้านเตรียมลับมีดรอถล่มในเวทีอภิปรายฯ ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปด้วย
การปรับยุทธศาสตร์เปิดอภิปรายฯ แบบไล่เรียงไปตามกระทรวงที่รับผิดชอบดูแลคู่ขนานไปกับการถล่มนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่จะต้องดูแลรับผิดชอบในทุกนโยบาย และผลจากการปฏิบัติงานในทุกรายละเอียด จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในจังหวะนี้
ที่สำคัญจากที่ได้สั่งการบ้านให้ลูกพรรคไปหาข้อมูลมาเพื่อนำมาอภิปรายฯ นั้น ปรากฏว่ามีข้อมูลที่หลั่งไหลมาจำนวนไม่น้อย หากต้องตัดออกอาจจะเป็นที่น่าเสียดาย การเปิดอภิปรายฯ หลายตำแหน่งน่าจะทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ในมือเกิดประโยชน์มากที่สุด
ยังไม่รวมกับข้อมูลจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ประสงค์จะร่วมอภิปรายฯ นอกเหนือจากตัวนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นพรรครักประเทศไทย ซึ่ง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” เคยประกาศจองกฐินซักฟอก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในการปล่อยปละให้เกิดบ่อนขึ้นในหลายพื้นที่
การเปิดพื้นที่ให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมเวทีอภิปรายฯ ตามความต้องการ จึงถือเป็นอีกยุทธศาสตร์ที่สร้างความเข้มแข็งภายในให้กับพรรคร่วมฝ่ายค้านในเวลานี้
หรือหากเล็งผลไปถึงการลงมติไม่ไว้วางใจ “รัฐมนตรี” ที่เชื่อว่าจะได้เสียงไว้วางใจจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่เท่ากันแน่ ถึงจะไม่ส่งผลให้หลุดจากตำแหน่ง แต่ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเก้าอี้รัฐมนตรีตำแหน่งนั้นๆ ได้ไม่น้อย และยิ่งเพิ่มแรงเสียดทานต่อการบริหารงานในตำแหน่งนั้นต่อไป
หรือหากมองข้ามช็อตต่อไปหลังการลงมติ ซึ่งฝ่ายค้านที่มีเสียงรวมกันไม่ถึง 200 เสียงด้วยแล้วคงยากที่จะไปคาดหวังกับเสียงในสภาที่จะชี้เป็นชี้ตายต่อเก้าอี้รัฐมนตรี
เมื่อเป้าหมายที่เล็งเห็นผลได้ชัดเจนกว่าอยู่ที่กระบวนการยื่นถอดถอน ซึ่งฝ่ายค้านนัดยื่นเรื่องถอดถอนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งหากมีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนน่าจะสามารถเอาผิดได้มากกว่าการอภิปรายฯ
ไล่มาตั้งแต่นโยบายรับจำนำข้าวหมัดเด็ดที่ฝ่ายค้านซุ่มเก็บข้อมูลผ่านเครือข่ายกรรมาธิการในสภาและการลงพื้นที่หลายส่วน หลังจากพบความเงื่อนงำปัญหาความไม่โปร่งใสในแทบทุกขั้นตอนตั้งแต่การสวมสิทธิ เวียนเทียน ระบายข้าว ที่เชื่อมโยงไปถึงบริษัทใกล้ชิดรัฐบาล
ยังไม่รวมกับปมปัญหาเรื่องการเข้าไปแทรกแซงกลไกการค้าข้าวในประเทศ หนำซ้ำยังกระทบต่อการระบายข้าวไปยังต่างประเทศ ที่ยิ่งซ้ำเติมการขาดทุนจากเม็ดเงินที่ถมลงไปอย่างต่อเนื่อง จนทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เริ่มจะแบกรับภาระไม่ไหว
นอกจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แล้ว บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่คาดว่าจะถูกถอดถอน
ถัดมาที่ความไม่โปร่งใสในหลายโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งฝ่ายค้านจ้องรุมถล่มทั้งในส่วนของงบกลางปี 2555 ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน 1.2 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขป้องกันช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งหลายโครงการพบเรียกเก็บค่าหัวคิวสูงถึง 40%
ข้อมูลที่ฝ่ายค้านมีเวลานี้ ยืนยันความผิดปกติในหลายโครงการที่ไม่เป็นไปตามทีโออาร์ โดยเฉพาะการจ้างเหมาขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในหลายจังหวัด อาทิ จ.แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก เพชรบูรณ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ โดยมีเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ยืนยันความผิดปกติ
ต่อเนื่องที่งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดคุณสมบัติรายละเอียดทีโออาร์ไปจนถึงการลุกลี้ลุกลนออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่งสุดท้ายผ่านไปจะครบปีกลับเบิกจ่ายไม่ถึง 10% “ปลอดประสพ สุรัสวดี” รมว.วิทยาศาสตร์ ในฐานะประธาน กบอ. จึงเป็นอีกคนที่เข้าข่ายถูกยื่นถอดถอน
ถัดมาที่ปมปัญหาเรื่องนโยบายต่างประเทศ ซึ่ง “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รมว.ต่างประเทศ และนายกฯ คาดว่าจะถูกยื่นถอดถอนกับท่าทีต่อการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาที่ส่อว่าจะทำให้ไทยเสียหาย ไปจนถึงเรื่องการคืนหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฝ่ายค้านถล่มว่าขัดระเบียบและการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดี ซึ่งประเด็นนี้อาจจะเชื่อมโยงต่อไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม รองนายกฯ อีกด้วย
ในขณะที่รัฐมนตรีที่เข้าข่ายจะถูกอภิปรายอีกหลายกระทรวง ได้แก่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ปัญหาเรื่องโกหกสีขาวที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ รวมไปทั้งนโยบายการบริหารเศรษฐกิจที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างหนี้สาธารณะโดยเฉพาะแผนการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท
ส่วนปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะยางพาราที่รัฐบาลทุ่มงบก้อนแรก 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อพยุงราคาแต่ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับมีแผนที่จะใช้งบอีก 3 หมื่นล้านบาท เข้ามาแทรกแซงเพิ่มเติม ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตในพิรุธการใช้งบส่วนนี้
ปัญหาอยู่ที่ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถูกโยกไปนั่งเป็น รมช.พาณิชย์ แต่ฝ่ายค้านอธิบายว่า ตามหลักรัฐธรรมนูญแล้ว ฝ่ายค้านสามารถยื่นอภิปรายรัฐมนตรีที่ถูกโยกย้ายได้ภายใน 90 วัน รวมไปถึงหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใดได้
ถัดมาที่ “พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต” รมว.กลาโหม ที่นอกจากจะถูกตั้งเป้าถล่มเรื่องการบริหารล้มเหลวในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แล้วอีกด้านหนึ่งยังมองว่าเป็นการโต้กลับของฝ่ายค้าน ที่เวลานี้ พล.อ.อ.สุกำพล ส่งสัญญาณเดินหน้าลุยถอดยศ “อภิสิทธิ์” ที่จะรู้ผลก่อนการอภิปรายฯ
สุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร ฝ่ายค้านจะมีหมัดเด็ดแค่ไหน คงจะได้เห็นในการอภิปรายฯ วันที่ 25-27 พ.ย.นี้







