posttoday
นโยบายพลังงานคู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

นโยบายพลังงานคู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

07 พฤศจิกายน 2555

วันนี้เราจะออกนอกประเทศไปดูนโยบายพลังงานของคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐกันหน่อยนะครับ ว่าทั้งคู่มีนโยบายทางด้านพลังงานเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะเกิดขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.ที่จะถึงนี้แล้ว และสหรัฐเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก ดังนั้นนโยบายพลังงานของสหรัฐจึงมีส่วนกระทบถึงสถานการณ์ด้านพลังงานและราคาพลังงานทั่วโลกไปด้วย

วันนี้เราจะออกนอกประเทศไปดูนโยบายพลังงานของคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐกันหน่อยนะครับ ว่าทั้งคู่มีนโยบายทางด้านพลังงานเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะเกิดขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.ที่จะถึงนี้แล้ว และสหรัฐเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก ดังนั้นนโยบายพลังงานของสหรัฐจึงมีส่วนกระทบถึงสถานการณ์ด้านพลังงานและราคาพลังงานทั่วโลกไปด้วย

กล่าวโดยทั่วไปหัวใจสำคัญของนโยบายพลังงานของทั้งสองคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐมีความคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือการทำให้สหรัฐสามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องของพลังงาน หรืออย่างน้อยก็ลดการพึ่งพาต่างชาติลง (โดยเฉพาะจากประเทศที่ถือว่าเป็นศัตรูอย่างเช่นอิหร่าน หรือจากภูมิภาคในตะวันออกกลางที่ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองสูง)

แต่ความแตกต่างในนโยบายข้อนี้กลับไปอยู่ที่การปฏิบัติ โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ระบุว่า เขาจะให้การสนับสนุนการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กันไปกับการส่งเสริมพลังงานสะอาด และกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นในการประหยัดเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์

ในขณะที่ มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน กลับมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการขุดเจาะและสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแหล่งที่ห้ามการขุดเจาะและสำรวจ (Restricted Zones) อยู่ในปัจจุบันมากกว่า

มิตต์ รอมนีย์ ระบุว่า การผลิตน้ำมันดิบจากพื้นที่ของรัฐ (Federal land) ในปีที่แล้ว ลดลงไปถึง 14% ภายใต้การบริหารของโอบามา เขา เรียกร้องให้มีการขุดเจาะและสำรวจเพิ่มในพื้นที่ของรัฐที่มีการห้ามอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งในรัฐอะแลสกาและนอกชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ

ทั้งสองคนยังเห็นต่างกันในเรื่องของการ สร้างท่อส่งน้ำมันจากประเทศแคนาดามายังสหรัฐ โดยประธานาธิบดีโอบามาได้อนุมัติให้มีการก่อสร้างท่อน้ำมัน Keystone ลงไปทางใต้จนถึงอ่าวเม็กซิโกได้ แต่ได้ชะลอการอนุมัติท่อเส้นเหนือจากชายแดนประเทศแคนาดาเอาไว้จนถึงปีหน้า ด้วยเหตุผลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ส่วนรอมนีย์หาเสียงว่าเขาจะอนุมัติให้ก่อสร้างท่อเส้นนี้เพื่อนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้นจากแคนาดา

ทางด้านเชื้อเพลิงอื่นๆ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า ทั้งสองสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ ถึงแม้ว่าก๊าซธรรมชาติจะทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เห็นต่างในเรื่องของถ่านหิน

รอมนีย์เห็นว่า สหรัฐควรใช้ถ่านหินที่ประเทศมีปริมาณสำรองอยู่เป็นจำนวนมากให้มากขึ้น เพราะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงและยังเป็นการ สร้างงานอีกด้วย

ในขณะที่โอบามาเสนอให้ออกกฎข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยบอกว่าเขาสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด (Clean Coal)

นโยบายพลังงานของโอบามายังสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและให้แรงจูงใจกับการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ แต่รอมนีย์คัดค้านการให้แรงจูงใจต่อการผลิตพลังงานหมุนเวียน

ทั้งคู่ยังขัดแย้งกันในเรื่องการกำหนดมาตรฐานการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยโอบามากำหนดให้มีการดำเนินการเป็นสองขั้นตอน แต่รอมนีย์ ระบุว่า เขาเป็นห่วงว่า มาตรฐานดังกล่าวจะทำร้ายอุตสาหกรรมรถยนต์และทำให้ค่าแรงสูงขึ้น โดยเขาบอกว่ามีวิธีอื่นในการที่จะส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงานได้

กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่านโยบายด้าน พลังงานของคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคน ถึงแม้จะเหมือนกันในหลักการแต่มีความแตกต่างในรายละเอียดอย่างเห็นได้ชัด

โดยนโยบายของประธานาธิบดีโอบามา นอกจากส่งเสริมการผลิตพลังงานในประเทศแล้ว ยังเน้นไปในด้านสนับสนุนพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน การลดภาวะโลกร้อนและการประหยัดพลังงานควบคู่กันไป ซึ่งน่าจะเป็นที่พอใจของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร

ส่วนนโยบายของรอมนีย์นั้น ให้น้ำหนักที่การแสวงหาแหล่งพลังงานในประเทศเป็นอันดับแรก และนโยบายส่วนใหญ่ค่อนข้างจะสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันเต็มตัว เพราะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของธุรกิจน้ำมันเกือบทุกอย่าง โดยให้น้ำหนักกับการประหยัดพลังงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานหมุนเวียนน้อยกว่าโอบามา จึงน่าจะถูกใจนายทุนมากกว่า

จะเห็นว่าการเมืองในสหรัฐนั้น นโยบายทุกอย่างแบ่งแยกชัดเจนว่าใครคือตัวแทนผลประโยชน์ของใคร และไม่ต้องมากระมิดกระเมี้ยนปิดบัง เพราะเขาถือว่าทั้งสองฝ่ายล้วนแต่นำเสนอนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งสิ้น ประชาชนมีหน้าที่ตัดสินใจว่าใครเสนอนโยบายที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน

ดังนั้น ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ เราคงจะรู้กันล่ะ ว่าคนอเมริกันจะตัดสินใจเลือกใคร ระหว่างประธานาธิบดีที่ไม่เคยเป็นนักบริหารมาก่อนกับนักบริหารที่อยากจะเป็นประธานาธิบดี!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท