posttoday
มวยวัดไทยกับ AEC

มวยวัดไทยกับ AEC

07 พฤศจิกายน 2555

ใครๆ ก็เขียนและพูด ตลอดจนจัดสัมมนา หรือไม่ก็จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) กันทั้งนั้น เรียกว่าถ้าใครไม่พูดถึงเรื่อง AEC ในช่วงนี้จะถือว่าไม่ทันสมัย ผู้เขียนเองเคยเขียนเรื่อง AEC ไปก็มากแล้ว ทั้งในแง่ภาพรวม ซึ่งมีทั้งเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ และเรื่องแผนที่นำทาง (Road Map) รวมไปจนถึงแผนปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะด้วย ก็เลยคิดว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้อีก แต่ก็มีเรื่องให้อดเขียนถึงอีกไม่ได้ เมื่อทั้งสินค้าส่งออกของไทยบางชนิดเจอกับปัญหาภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีที่เขาเรียกกันว่า NTB บ้าง NTM บ้าง (NonTariff Barriers/Measures) และมาตรการที่ไทยใช้อย่างผิดๆ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศของไทยเอง ก็เหมือนนักมวยที่ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองแล้วอดขึ้นมารำมวยไม่ได้ ถึงจะเป็นนักมวยแก่ๆ ก็ตาม

ใครๆ ก็เขียนและพูด ตลอดจนจัดสัมมนา หรือไม่ก็จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) กันทั้งนั้น เรียกว่าถ้าใครไม่พูดถึงเรื่อง AEC ในช่วงนี้จะถือว่าไม่ทันสมัย ผู้เขียนเองเคยเขียนเรื่อง AEC ไปก็มากแล้ว ทั้งในแง่ภาพรวม ซึ่งมีทั้งเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ และเรื่องแผนที่นำทาง (Road Map) รวมไปจนถึงแผนปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะด้วย ก็เลยคิดว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้อีก แต่ก็มีเรื่องให้อดเขียนถึงอีกไม่ได้ เมื่อทั้งสินค้าส่งออกของไทยบางชนิดเจอกับปัญหาภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีที่เขาเรียกกันว่า NTB บ้าง NTM บ้าง (NonTariff Barriers/Measures) และมาตรการที่ไทยใช้อย่างผิดๆ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศของไทยเอง ก็เหมือนนักมวยที่ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองแล้วอดขึ้นมารำมวยไม่ได้ ถึงจะเป็นนักมวยแก่ๆ ก็ตาม

ที่อดไม่ได้ก็เพราะประเทศไทยก็เป็นของเราเหมือนกัน ผู้ผลิตโดยเฉพาะเกษตรกรก็เป็นคนไทยด้วยกัน ใครๆ ก็อยากปกป้อง เมื่อเกษตรกรของเราถูกกระทบจากการเปิดตลาดให้กับประเทศอาเซียนอื่นๆ และที่จริงเมื่อพูดไปแล้วก็ไม่ใช่แต่ประเทศไทย สมาชิกอาเซียนประเทศไหนๆ เขาก็ปกป้องกันทั้งนั้น แต่ที่จริงแล้ว มันมีวิธีการ กฎระเบียบไหนๆ เขาก็ต้องเปิดช่องให้หายใจกันทั้งนั้น เพียงแต่ต้องเลือกใช้ช่องให้ถูก

ที่ผู้เขียนเขียนไว้ว่าเป็นมวยวัดไทย แถมยังมีเสียงปี่เสียงกลองนั้น จึงอย่าเข้าใจผิดว่าจะเป็นการชกมวยกันจริงๆ ผู้เขียนเพียงแต่รู้สึกอึดอัดคับข้องใจว่า เมื่อเขามีช่องให้หายใจ ทำไมไทยไม่เลือกเข้าสักช่องหนึ่งแล้วเดินตามนั้นในการปกป้องสินค้าของไทย แต่กลายเป็นว่าเมื่ออยากจะปกป้องก็ลงมือทำกันแบบดื้อๆ ล่อกันคนละตุบละตับละเลงกันแบบมวยวัด โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นว่ามันจะผิดจะถูกอย่างไร อย่างกับข้าใหญ่มาก อยากจะทำผิดอะไรก็ทำได้ หรือว่าทำอย่างนั้นในประเทศเสียเคยชิน แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ เมื่อทำผิดกฎระเบียบเขาก็ไม่ยอมง่ายๆ เวทีให้ฟ้องร้องก็มี ถ้าประเทศอื่นๆ เขาไปฟ้องร้องขึ้นมาไทยก็ผิดอยู่เต็มประตู

ที่จริงอาเซียนนั้นเปิดตลาดกันมาระยะหนึ่งแล้ว ในส่วนที่เป็นสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรม การที่เราพูดกันถึงปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ว่าจะเป็น AEC จึงเป็นเรื่องของส่วนประกอบอื่นๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องของการค้าบริการ ฯลฯ แต่ส่วนที่เป็นสินค้านั้นเกือบทั้งหมดได้มีการลดภาษีกันมาจนเหลือเพียง 5% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แล้ว หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และแน่นอนว่าจะไม่มีการเก็บภาษีเลยในปี ค.ศ. 2015 ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ANTIGA ซึ่งจะต่างกับความตกลงสินค้าเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) ที่ยินยอมให้ประเทศสมาชิกทำโควตาภาษีได้ ซึ่งไทยใด้กำหนดโควตาภาษีสำหรับสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวไว้สำหรับสินค้า 20 กว่าชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด กระเทียม ฯลฯ โดยเก็บภาษีภายในโควตาประมาณ 20% และเก็บภาษีนอกโควตาสูงกว่าในโควตามากน้อยต่างกันตามความจำเป็นที่จะให้การคุ้มครองกับการผลิตภายในประเทศ โดยมีการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง และ Stakeholder ซึ่งถ้าจำไม่ผิดกรณีภาษีนอกโควตาของข้าวก็กำหนดไว้ถึง 100% กว่า การเปิดก็เปิดเพียง 3% ของการบริโภคภายในประเทศ และนั่นคือการว่าไปตามกฎกติกาของ WTO

กรณีของ AEC หรือ ANTIGA เขาก็มีกฎกติกาเช่นกัน ตัวอย่างช่องหายใจช่องแรก คือ การกำหนดเป็นสินค้าอ่อนไหว แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ช่องหายใจนี้ให้เป็นประโยชน์เลย เพราะแทนที่จะกำหนดสินค้าเกษตรที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นสินค้าอ่อนไหว เช่น ข้าว ข้าวโพด กระเทียม ฯลฯ กลับไม่กำหนด แต่มีการกำหนดสินค้าอ่อนไหวอยู่เพียง 4 ชนิด คือ ไม้ตัดดอก กาแฟ มะพร้าวแห้ง และมันฝรั่ง หรือเป็นเพราะตอนเจรจาในช่วงเกือบสิบปีที่แล้วไทยยังเป็นเจ้ายุทธจักรในเรื่องข้าว จึงมุ่งแต่จะส่งข้าวออกไปเพื่อนบ้าน และพยายามจะดันให้เขาเปิดตลาดข้าวก็เป็นได้ น่าสงสารผู้เจรจาในสมัยนั้นที่ไม่ทราบชะตากรรมข้าวไทยในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร การเจรจาเปิดตลาดอาเซียนของไทยในสมัยนั้นก็ต่างกับ WTO อีกเพราะว่า ดำเนินการในคณะมนตรีที่เรียกว่า AFTA Council หัวหน้าคณะเจรจาเป็นผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งก็อีกนั่นแหละ คงเห็นว่าเป็นเรื่องการลดภาษี จึงไม่ได้มอบหมายผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะเจรจา จึงไม่เป็นที่ทราบได้ชัดเจนว่าทำไมไทยจึงเปิดได้ล่อนจ้อนขนาดนี้ ที่สำคัญคือ ผลที่เกิดจากการเจรจานั้นได้ถูกส่งมาให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการต่อไป

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อน้ำลดตอก็ผุด ซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่เป็นที่ทราบและทำกันทั่วไปสำหรับประเทศต่างๆ ในโลก นั่นก็คือ เมื่อภาษีลดต่ำลงมากเท่าใด มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ NTB ก็โผล่มามากขึ้นเท่านั้น แต่ NTB ของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เขาโผล่กันอย่างมีเชิง ขณะที่ของไทยโผล่แบบมวยวัด นี่ละคือปัญหา แต่ปัญหาจะเป็นอย่างไรคงต้องดูกันในฉบับหน้าต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท