
มวยวัดไทยกับ AEC
ใครๆ ก็เขียนและพูด ตลอดจนจัดสัมมนา หรือไม่ก็จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) กันทั้งนั้น เรียกว่าถ้าใครไม่พูดถึงเรื่อง AEC ในช่วงนี้จะถือว่าไม่ทันสมัย ผู้เขียนเองเคยเขียนเรื่อง AEC ไปก็มากแล้ว ทั้งในแง่ภาพรวม ซึ่งมีทั้งเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ และเรื่องแผนที่นำทาง (Road Map) รวมไปจนถึงแผนปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะด้วย ก็เลยคิดว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้อีก แต่ก็มีเรื่องให้อดเขียนถึงอีกไม่ได้ เมื่อทั้งสินค้าส่งออกของไทยบางชนิดเจอกับปัญหาภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีที่เขาเรียกกันว่า NTB บ้าง NTM บ้าง (NonTariff Barriers/Measures) และมาตรการที่ไทยใช้อย่างผิดๆ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศของไทยเอง ก็เหมือนนักมวยที่ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองแล้วอดขึ้นมารำมวยไม่ได้ ถึงจะเป็นนักมวยแก่ๆ ก็ตาม
ใครๆ ก็เขียนและพูด ตลอดจนจัดสัมมนา หรือไม่ก็จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง AEC (ASEAN Economic Community หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) กันทั้งนั้น เรียกว่าถ้าใครไม่พูดถึงเรื่อง AEC ในช่วงนี้จะถือว่าไม่ทันสมัย ผู้เขียนเองเคยเขียนเรื่อง AEC ไปก็มากแล้ว ทั้งในแง่ภาพรวม ซึ่งมีทั้งเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ และเรื่องแผนที่นำทาง (Road Map) รวมไปจนถึงแผนปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะด้วย ก็เลยคิดว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้อีก แต่ก็มีเรื่องให้อดเขียนถึงอีกไม่ได้ เมื่อทั้งสินค้าส่งออกของไทยบางชนิดเจอกับปัญหาภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีที่เขาเรียกกันว่า NTB บ้าง NTM บ้าง (NonTariff Barriers/Measures) และมาตรการที่ไทยใช้อย่างผิดๆ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศของไทยเอง ก็เหมือนนักมวยที่ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองแล้วอดขึ้นมารำมวยไม่ได้ ถึงจะเป็นนักมวยแก่ๆ ก็ตาม
ที่อดไม่ได้ก็เพราะประเทศไทยก็เป็นของเราเหมือนกัน ผู้ผลิตโดยเฉพาะเกษตรกรก็เป็นคนไทยด้วยกัน ใครๆ ก็อยากปกป้อง เมื่อเกษตรกรของเราถูกกระทบจากการเปิดตลาดให้กับประเทศอาเซียนอื่นๆ และที่จริงเมื่อพูดไปแล้วก็ไม่ใช่แต่ประเทศไทย สมาชิกอาเซียนประเทศไหนๆ เขาก็ปกป้องกันทั้งนั้น แต่ที่จริงแล้ว มันมีวิธีการ กฎระเบียบไหนๆ เขาก็ต้องเปิดช่องให้หายใจกันทั้งนั้น เพียงแต่ต้องเลือกใช้ช่องให้ถูก
ที่ผู้เขียนเขียนไว้ว่าเป็นมวยวัดไทย แถมยังมีเสียงปี่เสียงกลองนั้น จึงอย่าเข้าใจผิดว่าจะเป็นการชกมวยกันจริงๆ ผู้เขียนเพียงแต่รู้สึกอึดอัดคับข้องใจว่า เมื่อเขามีช่องให้หายใจ ทำไมไทยไม่เลือกเข้าสักช่องหนึ่งแล้วเดินตามนั้นในการปกป้องสินค้าของไทย แต่กลายเป็นว่าเมื่ออยากจะปกป้องก็ลงมือทำกันแบบดื้อๆ ล่อกันคนละตุบละตับละเลงกันแบบมวยวัด โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นว่ามันจะผิดจะถูกอย่างไร อย่างกับข้าใหญ่มาก อยากจะทำผิดอะไรก็ทำได้ หรือว่าทำอย่างนั้นในประเทศเสียเคยชิน แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ เมื่อทำผิดกฎระเบียบเขาก็ไม่ยอมง่ายๆ เวทีให้ฟ้องร้องก็มี ถ้าประเทศอื่นๆ เขาไปฟ้องร้องขึ้นมาไทยก็ผิดอยู่เต็มประตู
ที่จริงอาเซียนนั้นเปิดตลาดกันมาระยะหนึ่งแล้ว ในส่วนที่เป็นสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรม การที่เราพูดกันถึงปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ว่าจะเป็น AEC จึงเป็นเรื่องของส่วนประกอบอื่นๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องของการค้าบริการ ฯลฯ แต่ส่วนที่เป็นสินค้านั้นเกือบทั้งหมดได้มีการลดภาษีกันมาจนเหลือเพียง 5% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แล้ว หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และแน่นอนว่าจะไม่มีการเก็บภาษีเลยในปี ค.ศ. 2015 ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ANTIGA ซึ่งจะต่างกับความตกลงสินค้าเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) ที่ยินยอมให้ประเทศสมาชิกทำโควตาภาษีได้ ซึ่งไทยใด้กำหนดโควตาภาษีสำหรับสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวไว้สำหรับสินค้า 20 กว่าชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด กระเทียม ฯลฯ โดยเก็บภาษีภายในโควตาประมาณ 20% และเก็บภาษีนอกโควตาสูงกว่าในโควตามากน้อยต่างกันตามความจำเป็นที่จะให้การคุ้มครองกับการผลิตภายในประเทศ โดยมีการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง และ Stakeholder ซึ่งถ้าจำไม่ผิดกรณีภาษีนอกโควตาของข้าวก็กำหนดไว้ถึง 100% กว่า การเปิดก็เปิดเพียง 3% ของการบริโภคภายในประเทศ และนั่นคือการว่าไปตามกฎกติกาของ WTO
กรณีของ AEC หรือ ANTIGA เขาก็มีกฎกติกาเช่นกัน ตัวอย่างช่องหายใจช่องแรก คือ การกำหนดเป็นสินค้าอ่อนไหว แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ช่องหายใจนี้ให้เป็นประโยชน์เลย เพราะแทนที่จะกำหนดสินค้าเกษตรที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นสินค้าอ่อนไหว เช่น ข้าว ข้าวโพด กระเทียม ฯลฯ กลับไม่กำหนด แต่มีการกำหนดสินค้าอ่อนไหวอยู่เพียง 4 ชนิด คือ ไม้ตัดดอก กาแฟ มะพร้าวแห้ง และมันฝรั่ง หรือเป็นเพราะตอนเจรจาในช่วงเกือบสิบปีที่แล้วไทยยังเป็นเจ้ายุทธจักรในเรื่องข้าว จึงมุ่งแต่จะส่งข้าวออกไปเพื่อนบ้าน และพยายามจะดันให้เขาเปิดตลาดข้าวก็เป็นได้ น่าสงสารผู้เจรจาในสมัยนั้นที่ไม่ทราบชะตากรรมข้าวไทยในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร การเจรจาเปิดตลาดอาเซียนของไทยในสมัยนั้นก็ต่างกับ WTO อีกเพราะว่า ดำเนินการในคณะมนตรีที่เรียกว่า AFTA Council หัวหน้าคณะเจรจาเป็นผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งก็อีกนั่นแหละ คงเห็นว่าเป็นเรื่องการลดภาษี จึงไม่ได้มอบหมายผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะเจรจา จึงไม่เป็นที่ทราบได้ชัดเจนว่าทำไมไทยจึงเปิดได้ล่อนจ้อนขนาดนี้ ที่สำคัญคือ ผลที่เกิดจากการเจรจานั้นได้ถูกส่งมาให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการต่อไป
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อน้ำลดตอก็ผุด ซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่เป็นที่ทราบและทำกันทั่วไปสำหรับประเทศต่างๆ ในโลก นั่นก็คือ เมื่อภาษีลดต่ำลงมากเท่าใด มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ NTB ก็โผล่มามากขึ้นเท่านั้น แต่ NTB ของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เขาโผล่กันอย่างมีเชิง ขณะที่ของไทยโผล่แบบมวยวัด นี่ละคือปัญหา แต่ปัญหาจะเป็นอย่างไรคงต้องดูกันในฉบับหน้าต่อไป







