
แกะรอย5ปมร้อนศึกซักฟอก
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ศึกซักฟอกใกล้เข้ามาทุกที “ฝ่ายค้าน” เคาะยื่นเรื่องถอดถอนนายกฯ หรือรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งในวันที่ 8 พ.ย. และยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 9 พ.ย. โดยมีกรอบการอภิปรายระหว่างวันที่ 2527 พ.ย. และลงมติในวันที่ 28 พ.ย. ทั้งนี้คาดว่าประเด็นที่จะถูกนำมาอภิปราย ได้แก่
n ความล้มเหลวในการบริหารงาน โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ทั้งค่าจ้าง 300 บาท ที่ทำได้ไม่กี่จังหวัด เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ที่นอกจากจะทำไม่ได้จริงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจจนถึงขั้นปิดกิจการหลายแห่ง รวมไปถึงการก่อหนี้สาธารณะของภาครัฐที่ขยับเข้าใกล้เกินกรอบเพดาน ยังไม่รวมกับประเด็นโยกหนี้ไปซุกอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้คำนวณรวมเป็นหนี้สาธารณะ เพื่อจะได้มีช่องว่างในการกู้เงินเพิ่มเติม โดยเฉพาะแผนการเตรียมกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ที่สุ่มเสี่ยงต่อการบริหาร
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง “โกหกสีขาว” ของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกฯ และ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงต่อไปยังเป้าหมายการส่งออก ที่นอกจากจะทำให้การประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจคลาดเคลื่อนไปทั้งระบบแล้ว ยังส่งผลเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของภาครัฐในสายตาต่างชาติและเอกชนในประเทศ ต่อเนื่องด้วยประเด็น พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยอ้างเรื่องความเร่งด่วนเพื่อป้องกันน้ำท่วมจนต้องออกเป็น พ.ร.ก. ซึ่งเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามช่องทางปกติ แต่จนถึงขณะนี้เบิกจ่ายไปไม่ถึง 10% และอาจจะเป็นปัญหาเรื่องดอกเบี้ยที่ตามมา
n ของแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
นอกจากไม่สามารถกระชากค่าครองชีพให้ลดลงมาอย่างที่เคยหาเสียงได้แล้ว ผลจากการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น ซ้ำด้วยการลอยตัวราคาก๊าซ ส่งผลเป็นลูกโซ่ให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ขณะที่มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของกระทรวงพาณิชย์ที่ผ่านมาใช้งบประมาณไปจำนวนมาก อาทิ ธงฟ้า ร้านค้าถูกใจ ซึ่งใช้งบไปกว่า 1,300 ล้านบาท แต่ทำไม่ได้ตามเป้า เข้าไม่ถึงประชาชน บางร้านมีแต่ป้ายไม่มีของ ซึ่งฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตถึงการรั่วไหลของงบดังกล่าว
ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรกลับตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรอย่างมาก โดยเฉพาะราคายางพารา ปาล์ม มะพร้าว หอมแดง กระเทียม โดยเฉพาะยางพาราที่ราคาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ทำให้ประเทศขาดรายได้ไปกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ฝ่ายค้านจับตาไปที่การอนุมัติงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อพยุงราคา แต่ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ก่อนจะมีมติอนุมัติงบเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท
n ความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
ก้อนแรกในส่วนของงบกลางปี 2555 ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน 1.2 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไข ป้องกัน ช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท.ระบุว่า เกือบทุกโครงการพบเงื่อนงำความไม่โปร่งใส ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายค้านซุ่มเก็บข้อมูลในหลายโครงการ หลายพื้นที่ นอกจากพบการเก็บค่าคอมมิชชันสูงถึง 2540% แล้ว หลายโครงการรายละเอียดไม่ได้เป็นไปตามสัญญาจ้าง (ทีโออาร์) หรือประมาณการวัสดุ (BOQ) งบประมาณการจ้างเหมาขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในหลายจังหวัด อาทิ จ.แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก เพชรบูรณ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ พบพิรุธการจัดซื้อจัดจ้างที่ทาง สตง.มีเอกสารยืนยันความผิดปกติ
อีกด้านหนึ่ง งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มี “ปลอดประสพ สุรัสวดี” เป็นประธาน ซึ่งมีเงื่อนงำพิรุธ ตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดคุณสมบัติรายละเอียดทีโออาร์ ที่ถูกรุมถล่มอย่างหนักกับงบประมาณก้อนใหญ่
n การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
อีกประเด็นที่ฝ่ายค้านมั่นใจในข้อมูลที่มีว่าจะเขย่ารัฐบาลได้ เริ่มตั้งแต่เงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายขั้นตอน ซึ่งที่ผ่านมาพบการสวมสิทธิ เวียนเทียน โดยพบความเชื่อมโยงไปถึงบริษัทที่ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล นอกจากนี้ยังพบการลักลอบข้าวจากชายแดน การไม่สามารถระบายข้าวในสต๊อกจนไม่มีที่เก็บข้าวจากโครงการรับจำนำ กลายเป็นปัญหาที่ต้องเร่งหาที่เก็บและไม่สามารถเปิดรับจำนำได้ และเป็นปัญหาเรื่องการไม่สามารถระบายข้าวไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบรัฐต่อรัฐที่มีหลักฐานว่าไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ที่สำคัญทำให้ไทยต้องเสียแชมป์การส่งออกข้าวให้อินเดียและเวียดนาม
n การคืนพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และละเว้นติดตามตัวมาดำเนินคดี
นอกจากไม่ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาดำเนินคดีที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ผ่านมาพบความชัดเจนในระยะเวลาและสถานที่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปในต่างประเทศแล้ว ที่ผ่านมาเงื่อนงำการคืนพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เข้าข่ายขัดต่อระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ







