
อนาคตพลังงานไทยที่น่าเป็นห่วง (1)
ในวันนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทิศทางราคาน้ำมันในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ไป ผมจะขอวิเคราะห์ทิศทางสถานการณ์น้ำมันจากข้อมูลล่าสุดที่เรามีอยู่นะครับ ก่อนอื่นทรัพยากรปิโตรเลียมในโลกนั้นมีอยู่อย่างจำกัด จากปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกที่มีอยู่คาดว่าเราจะสามารถมีน้ำมันใช้ได้อีก 46 ปี ก๊าซธรรมชาติจะมีใช้ได้อีก 59 ปี ส่วนปริมาณถ่านหินจะมีสำรองใช้ได้อีก 118 ปี
ในวันนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทิศทางราคาน้ำมันในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ไป ผมจะขอวิเคราะห์ทิศทางสถานการณ์น้ำมันจากข้อมูลล่าสุดที่เรามีอยู่นะครับ ก่อนอื่นทรัพยากรปิโตรเลียมในโลกนั้นมีอยู่อย่างจำกัด จากปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกที่มีอยู่คาดว่าเราจะสามารถมีน้ำมันใช้ได้อีก 46 ปี ก๊าซธรรมชาติจะมีใช้ได้อีก 59 ปี ส่วนปริมาณถ่านหินจะมีสำรองใช้ได้อีก 118 ปี
แน่นอนว่าภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นพื้นที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดในโลกกว่าร้อยละ 50 ในขณะที่ถ่านหินสำรองจะกระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั้งยุโรป อเมริกาและเอเชีย สำหรับประเทศไทยเรายังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ในปี 2554 ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานขั้นต้นเป็นปริมาณ 1.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยกว่าร้อยละ 80 เป็นการนำเข้าเป็นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าการนำเข้าพลังงานสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท ในปี 2554 ซึ่งปริมาณการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 80 และร้อยละ 22 ของการใช้ตามลำดับ ทั้งนี้ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และพม่า เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานเป็นหลัก
นอกจากนี้ การใช้พลังงานของประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ โดยการบริโภคพลังงานของประเทศไทยสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศอื่น เมื่อเทียบกับรายได้และแนวโน้มประสิทธิภาพการใช้พลังงานยังไม่ดีขึ้น ราคาพลังงานที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ หลายท่านอาจเข้าใจว่าประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานได้ แต่แท้จริงแล้วจะเห็นว่า ในปีที่ผ่านมา (2554) เรามีศักยภาพในการผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 1.54 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่นำเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันในโรงกลั่นได้เพียง 1.15 แสนบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
ในขณะที่มีปริมาณการใช้ภายในประเทศสูงถึงกว่า 8 แสนบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้น้ำมันที่เราหาได้เองในประเทศนั้นไม่สามารถนำมาใช้กับโรงกลั่นในบ้านเราได้ทั้งหมด เพราะน้ำมันบางแหล่งก็มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีของโรงกลั่นในเมืองไทย ทุกวันนี้ประเทศไทยจึงต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเฉลี่ยวันละ 6.16 แสนบาร์เรล มาเป็นวัตถุดิบในการกลั่น
สรุปก็คือบ้านเราไม่ได้มีน้ำมันมากเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ เราจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศส่วนใหญ่ต่อไป เราควรต้องประหยัดการใช้น้ำมันเพื่อลดภาระการนำเข้าและสูญเสียเงินออกนอกประเทศขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราใช้พลังงานต่อประชากรในเกณฑ์สูง แม้ว่าข้อมูลจาก Energy Information Administration ของสหรัฐอเมริกาจะระบุว่าไทยสามารถผลิตก๊าซฯ ได้อันดับที่ 24 ของโลก (http://www.eia.gov/countries) แต่ทราบหรือไม่ว่าเราสามารถผลิตก๊าซฯได้เพียงร้อยละ 1.1 ของการผลิตก๊าซฯ ทั่วโลกเท่านั้น
ในขณะที่อเมริกา รัสเซีย ผลิตได้ถึงร้อยละ 19.3 และร้อยละ 18.4 เพียงแค่ 2 ประเทศ รวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของโลก นอกจากนั้น จาก website EIA เช่นกันที่บอกว่า ในขณะที่เราผลิตก๊าซฯ ได้เป็นอันดับที่ 24 ของโลกแต่เรามีปริมาณการใช้ก๊าซฯ ของไทยสูงเป็นอันดับ 20 ของโลก และเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 21 ของโลกเลยที่เดียว
พูดง่ายๆ ก็คือ เราใช้มากกว่าเราผลิตได้ เพราะอย่างนี้เราจึงต้องนำเข้าก๊าซฯจากต่างประเทศถึงจะเพียงพอกับความต้องการใช้ของเรา และข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือเราต้องนำเข้าก๊าซฯ จากพม่าตั้งแต่ปี 2541 และเพราะความต้องการใช้พลังงานของเราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้ก๊าซฯ จากประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่พอ
ดังนั้นในปี 2554 เราจึงต้องนำเข้าก๊าซฯ ในรูปของของเหลว หรือ LNG (Liquefied Natural Gas) ที่ต้องผ่านการควบแน่นให้เป็นของเหลว และขนส่งมาไกลจากตะวันออกกลางทำให้ก๊าซฯ มีราคาแพงนั่นเอง ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าประเทศไทยมีแหล่งพลังงานเยอะมากหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราผลิตได้มากขนาดไหน หรือผลิตได้เป็นอันดับที่เท่าไหร่ของโลก แต่ประเด็นสำคัญคือเราผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พูดง่ายๆ คือเราใช้มากกว่าที่ผลิตได้นั่นเอง
ดังนั้น จะเห็นว่าประเทศเรายังไม่สามารถพึ่งพาตนเองในด้านพลังงานได้เลย ซึ่งเป็นมานานแล้ว และในอนาคตจะยิ่งเป็นมากขึ้น หากเรายังไม่รู้จักประหยัดพลังงานกันอย่างจริงจัง โดยอนาคตเราจะต้องนำเข้าก๊าซฯสูงถึงร้อยละ 50 ของปริมาณการใช้ทั้งหมดของประเทศ โดยนำเข้าในรูปของก๊าซ LNG ซึ่งมีราคาแพง เพราะก๊าซฯ ในอ่าวไทยใกล้จะหมดลงไปทุกทีๆ เราจะต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากสัดส่วนปัจจุบันที่ร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เป็นร้อยละ 21 เพราะเราปฏิเสธการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศ
เมื่อเราต้องพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ ความมั่นคงด้านพลังงานเราก็จะน้อยลง และต้นทุนด้านพลังงานจะสูงขึ้น ลองคิดดูว่าลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร ในภาวะที่พลังงานในประเทศถูกบรรพบุรุษถลุงใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะคิดไปว่าเรามีแหล่งพลังงานมากเพียงพอที่จะเอามาใช้กันได้อย่างถูกๆ โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่ากัน หากเราไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น การประหยัดการใช้พลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน และการหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม อนาคตพลังงานไทยก็น่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ







