
มือมืดสวมรอยกู้ กรอ.ดีเอสไอเชื่อ "เป็นคนใน"
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
แฟ้มคดีพิเศษที่ 42/2555 หนาขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังผู้เสียหายทยอยเข้าให้ปากคำ และมอบเอกสารประกอบคำให้การกับเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ฐานความผิดที่ระบุไว้คือ “เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปลอม และใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 266, 268 และ 341
ภายในแฟ้มประกอบด้วยเอกสารสำเนาใบสมัครเรียน ใบทะเบียนการกู้ ใบทวงหนี้ จากกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) บันทึกการกู้ยืม ฯลฯ
ทั้งหมดเป็นของผู้เสียหายซึ่งถูกสวมสิทธิกู้เงิน กรอ.
“เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 เราได้รับการบอกเล่าจากผู้ที่มาให้ปากคำ ว่าที่ จ.อุบลราชธานี มีคนกลุ่มหนึ่งไปชักชวนบุคคลไปโดยชี้ช่องว่ารัฐบาลมีกองทุน กรอ. ซึ่งเป็นกองทุนที่ใครกู้ยืมเรียนแล้วมีรายได้ไม่เกิน 1.6 หมื่นบาท ก็ไม่ต้องใช้คืน
“หลายคนจึงลงทะเบียนเรียนกับวิทยาลัยเพราะคิดว่าเรียนฟรี และยังคิดอีกว่าจะได้เรียนนอกเวลางาน แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น” อรรคริน ลัทธศักดิ์ศิริ เจ้าหน้าที่สอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีความมั่นคง ฉายภาพพฤติกรรมการต้มตุ๋น
จากกรณีดังกล่าว มีนักเรียนจำนวนมากกรอกเอกสารแสดงความจำนงที่จะสมัครเข้าเรียน จำนวนหนึ่งเข้าเรียนได้เพียงไม่กี่วันก็พบว่าไม่มีเวลาและขอลาออก ขณะที่บางคนไม่เคยกระทั่งย่างกรายเข้าไปในห้องเรียน
ผู้เสียหายทั้งหมดไม่อาจรู้เลยว่าจะมีปัญหาอะไรตามมา และไม่สำคัญว่าพวกเขาจะได้เรียนหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือชื่อของพวกเขาถูกแอบอ้าง เพื่อกู้เงิน กรอ.โอนเป็นค่าเล่าเรียนให้วิทยาลัยแห่งนั้นเรียบร้อยแล้ว
“ที่พวกเขาไม่รู้คือ แม้จะไม่ได้เรียน แต่ชื่อก็ถูกยื่นกู้หรือกระทั่งนำไปกู้ซ้ำ แม้จะลาออกไปแล้วในภาคเรียนแรก แต่ในภาคเรียนที่ 2/2549 1/2550 บางคนก็ถูกอ้างอีก อ้างกระทั่งลงเรียนช่วงภาคฤดูร้อน อาจจะเป็นการปลอมลายมือชื่อ ซึ่งคนที่มาให้การในวันนี้นอกจากจะมอบเอกสารให้เราแล้ว ยังต้องเซ็นชื่อเพื่อส่งให้ฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์นำไปเก็บเป็นหลักฐานอีกด้วย
“เราต้องรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดและจัดเก็บให้ครบถ้วน เพื่อจะนำเสนอเข้าคณะทำงานในคดีพิเศษ ให้พิจารณาว่าเพียงพอแล้วหรือยัง ก่อนจะเรียกทางฝ่ายที่ถูกกล่าวหา หรือสถานศึกษาเข้ามาให้ข้อมูล” อรรคริน ระบุ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของดีเอสไอรายหนึ่ง วิเคราะห์ว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตในกรณีนี้ จะต้องเป็นผู้ที่เห็นช่องโหว่ของเงินกู้ กรอ. จะต้องรู้ว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนที่อนุมัติง่าย โดยที่ส่วนกลางไม่ได้ลงมาตรวจสอบ รู้กระทั่งว่าเงินนี้จะไม่โอนไปที่ผู้ยื่นกู้แต่จะโอนเข้ามาที่สถานศึกษาโดยตรง ขณะที่เม็ดเงินจำนวนมากนี้ หากถูกตรวจสอบได้ก็อาจจะติดต่อขอคืนให้กับกองทุน
“ลองคิดเล่นๆ นะ คนที่เห็นช่องโหว่กองทุนนี้ ได้เงินไปตั้งแต่ปี 2549 พอถูกร้องเรียนก็ค่อยขอติดต่อคืนให้รัฐ แต่กว่าจะคืนก็เอาเงินไปลงทุนโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เรื่องนี้เป็นขบวนการที่เข้าใจช่องโหว่ของระบบ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนเดิมอธิบาย







