
"ชัชชาติ" พูดชัด อีไอเอไม่ผ่าน แผนน้ำ 3.5 แสนล้าน ล่มแน่
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
แม้จะเลื่อนชั้นเป็น รมว.คมนาคม แต่สถานะโฆษกคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงอยู่
การประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้า และน้อยครั้งที่จะมีโอกาสได้ฟังมุมมองจากอดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายนี้
ชัชชาติ เกริ่นว่า ได้ยินทุกเสียงตำหนิ ทั้งจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) หรือนักวิชาการ และขอบคุณทุกท่าน เพราะจะทำให้ กบอ.ทราบว่าผู้เชี่ยวชาญคิดอย่างไรและสามารถนำไปปรับเปลี่ยนแผนให้เหมาะสมมากขึ้น ตั้งแต่การลดวงเงิน การเปลี่ยนให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเสนอเฉพาะด้านที่ตัวเองเชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ดี ชัชชาติ ยืนยันว่า โครงการนี้ต้องเดินหน้าต่อในรูปแบบนี้ เพราะเสียงตอบกลับจากนักลงทุนต่างชาติ ต่างคาดหวังกับโครงการเมกะโปรเจกต์นี้มาก
“ถ้าทำเองโดยเอาโครงการของกรมชลประทานมาวางต่างชาติอาจไม่ไว้ใจ แต่วันนี้เรามีบริษัทอินเตอร์มาร่วมแข่งขันซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ นักลงทุนก็แฮปปี้ นั่นเพราะเขาเสียหายมากเมื่อปี 2554 ก่อนหน้านี้เราลงทุนเรื่องน้ำน้อยมาก ใช้แต่การตั้งงบประมาณเป็นรายปี ฉะนั้นเขาคาดหวังว่า ถ้าเราทำแบบนี้ทุกอย่างจะจบ” รมว.คมนาคม อธิบาย
วันนี้ โครงการเข้าสู่ขั้นตอนการเลือก 8 กลุ่มบริษัทที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติขั้นต้นแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกกรอบแนวคิดว่ารูปแบบใดจะเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงขั้นตอนนี้ก็ยังถูกครหาว่า กบอ.จะต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ว่า วิธีการคัดเลือกแผนงานจะใช้วิธีใด ในเมื่อกรอบแนวคิดที่ให้มาไม่ได้มีการศึกษาประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) มาก่อน
“การศึกษาประเมินความเป็นไปได้ ส่วนใหญ่จะเป็นการประเมินเรื่องการเงินเป็นหลัก ซึ่งหลายโครงการ กรมชลประทานได้ทำไว้แล้ว แต่ขั้นตอนวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการเงิน แต่เป็นขั้นตอนและเทคนิคทางการบริหารจัดการน้ำมากกว่า”
“ยืนยันว่า เมื่อได้กลุ่มบริษัททั้งหมด ก็ต้องให้ไปทำแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ) ในที่สุดถึงจะทำการศึกษาประเมินความเป็นไปได้ ซึ่งถ้าโครงการไม่ผ่าน ขั้นตอนเหล่านี้ กบอ.ก็พร้อมยกเลิกทุกโครงการ” ชัชชาติ ระบุ
ส่วนโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นและเขื่อนแม่วงก์ที่ประธาน กบอ.ระบุว่าจำเป็นต้องสร้างนั้น ชัชชาติ บอกว่า ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายอีกหลายข้อ แต่สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ต้องรีบตัดสินใจในเวลา 2-3 ปี มากกว่าจะปล่อยให้คาราคาซังต่อไป
รมว.คมนาคม ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาน้ำในแม่น้ำยมว่า ถ้าที่สุดแล้วไม่สามารถสร้างเขื่อนได้จริง ก็อาจแก้ด้วยการถ่ายน้ำระหว่างแม่น้ำ หรือการสร้างอ่างเก็บน้ำยมบนยมล่างแทน แม้จะใช้งบ ประมาณมาก กว่าก็ตาม
“ทุกอย่างมีข้อดี ข้อเสีย และมีกรอบเรื่องสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญอีก หนีไม่ได้ หนีก็ซวย ฉะนั้นคนลุ่มน้ำยมทุกฝ่ายต้องมานั่งคุยกันว่ากังวลเรื่องอะไร ถ้ากังวลเรื่องป่า ก็ต้องยอมรับว่า 10-20 ปีที่ผ่านมา ป่าก็หายไปเยอะมากแล้ว เพราะฉะนั้นคนแม่น้ำยมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องช่วยกันโฟกัสเป็นจุดเดียว ให้เห็นว่าอะไรคุ้มค่ากว่ากัน” ชัชชาติ กล่าว
ส่วนการจัดทำเรื่องพื้นที่ทางน้ำหลากนั้น โฆษก กบอ. กล่าวว่า หากจะทำแล้ว ก็อยากให้มีความคุ้มค่า ด้วยการพัฒนาเป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำให้เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม
ชัชชาติ รับปากว่า จะใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ให้คุ้มที่สุด เพราะถ้าหมดโอกาสนี้ ก็คงไม่มีโอกาสได้หาเงินในระดับนี้มาจัดการวางโครงสร้างการจัดการน้ำที่ใหญ่ระดับนี้อีกแล้ว







