
ตามล่าค่าหัวนักค้ายา4,448 หมายจับหนีคดี
เหมือนปัญหายาเสพติดในประเทศไทยนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
โดย...ธนก บังผล
เหมือนปัญหายาเสพติดในประเทศไทยนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ มีการจับกุมเอเยนต์รายสำคัญหลายคดีเกี่ยวพันกับนักโทษในเรือนจำ หรือแม้แต่ตำรวจเองก็เข้าไปมีส่วนในขบวนการจำหน่าย การแถลงข่าวแต่ละครั้งก็มักจะนำผู้ต้องหากับของกลางยาเสพติดมูลค่าเป็นหลักร้อยล้านบาท
ในแง่มุมหนึ่งอาจมองได้ว่า ศักยภาพในการทำงานของตำรวจพัฒนาขึ้นทางการข่าว แต่มุมกลับกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งปราบยิ่งกำเริบ
น้อยคนนักจะรู้ว่าปีที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มีโครงการ “ประกาศสืบจับผู้กระทำความผิดยาเสพติดรายสำคัญประจำปี 2555” ซึ่งมีระยะเวลาปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2554-31 ธ.ค. 2555
นั่นอาจเป็นนโยบายที่ทำให้สถิติผลการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดทะลุเป้าในบางพื้นที่
โดยตัวเลขของผู้ต้องหาตามหมายจับหลบหนีคดีค้ายาเสพติดทั้งหมายค้างเก่าและคดียาเสพติดรายสำคัญประจำปี 2555 ของทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รวบรวมมาทั้งหมด 4,448 ราย ซึ่งจะมีรางวัลนำจับให้รายละ 3 หมื่นบาท
แบ่งเป็น 2 กรณี คือ การจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่านั้น เป็นหมายจับที่ออกระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2546-10 ก.ค. 2555
ส่วนหมายจับที่ออกระหว่างวันที่ 12 ก.ค.-31 ธ.ค. 2555 นั้น ได้กำหนดข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่าย ผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติด ต้องเป็นหมายจับที่มีปริมาณของกลาง เฮโรอีน ไอซ์ หรือ โคเคน จำนวน 100 กรัมขึ้นไป ส่วน ยาบ้า ต้องมีจำนวน 1,000 เม็ดขึ้นไป และ กัญชา ปริมาณ 50 กิโลกรัมขึ้นไป
แน่นอนว่าแม้จะมีจำนวนผู้ต้องหาหลบหนีคดีถูกตั้งค่าหัวให้ตำรวจตามล่ามากถึง 4,448 ราย แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าหลบหนีแล้วคนร้ายย่อมไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ออกหมายจับ อีกทั้งตำรวจท้องที่ทั่วประเทศเองก็มีหน้าที่มากมาย ทำให้หลายรายยังสามารถลอยนวล
ปัญหาการติดตามจับกุมถูกปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2555 ที่ผ่านมา โดยสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจภูธรภาค 19 ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ (ศชต.) และ บช.ปส. เข้ามาจับกุมผู้ค้ายาเสพติดตามหมายในพื้นที่รับผิดชอบ และบันทึกข้อมูลการจับกุมเข้าระบบสารสนเทศ ตร. ทันทีที่จับกุม
31 ก.ค.ที่ผ่านมา ซีดีข้อมูลพร้อมรายละเอียดจึงถูกแจกจ่ายไปยังหน่วยงานตำรวจต่างๆ ซึ่งทำให้หลังจากนั้นตำรวจนักสืบในหลายพื้นที่ได้เริ่มแสดงฝีมือให้เห็นการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนี
ที่น่าสนใจที่สุด จากข้อมูลการจับกุมในระบบสารสนเทศ ตร. พบว่า ผู้ที่สามารถจับผู้ต้องหาหลบหนีคดีได้มากที่สุดคือ พ.ต.ท.อุเทน นุ้ยพิน รอง ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.1 (รองผู้กำกับสืบสวนสอบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1) เป็นจำนวน 63 ราย
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหากจำกันได้ พ.ต.ท.อุเทน เคยใช้เทคนิควิชาสืบสวนจับโจรจนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว
ที่น่าสนใจคือ คำสั่งเพิ่งถูกส่งลงมาถึงมือในวันที่ 22 ส.ค. หรือในเวลาการทำงานแค่เพียง 2 เดือนเท่านั้น สถิติจับกุมเฉลี่ยแล้ววันละ 1 ราย
29 ส.ค. 7 วันหลังได้รับคำสั่ง นายอนันต์ ปานกลิ่น ศาลจังหวัดสิงห์บุรีออกหมายจับ ลงวันที่ 12 ก.ค. 2555 ถูก พ.ต.ท.อุเทนจับได้เป็นคนแรก ซึ่งในวันเดียวกันนี้ยังจับนายณรงค์ คงสวัสดิ์ ก่อเหตุในพื้นที่ จ.สุโขทัย ลงวันที่ 11 พ.ค. 2555 และนายตรีภพ แก้วโชน หมายจับในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ลงวันที่ 25 ส.ค. 2553 มาเข้าคุกได้ทันควัน
ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีได้นานที่สุดก่อนถูก รอง ผกก.อุเทน ตามไปจับได้คือนายมานะ กาญจนโกศล ค้ายาใน จ.ระยอง ถูกออกหมายจับตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2548
แม้ว่า พ.ต.ท.อุเทน ตั้งเป้าหมายในการตามล่าผู้ต้องหาหนีหมายจับไว้ที่อย่างน้อยจำนวน 30 ราย
“โครงการนี้เป็นโครงการที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ป.ป.ส.ขณะนั้น เป็นผู้สร้างขึ้นมา และเป็นครั้งแรกที่อนุมัติเงินมากถึง 50 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นรางวัลนำจับให้กับตำรวจ ผมมองว่านอกจากจะเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติงาน ซึ่งก่อนหน้านี้การไปติดตามจับกุมคนร้ายต้องควักเงินจ่ายเองบ้าง อีกมุมหนึ่งคือทำให้ตำรวจรุ่นใหม่ๆ ได้ใช้การปฏิบัติงานในโครงการเป็นเวทีโรงเรียนนักสืบ โดยไม่ต้องไปเสียเงินเรียนที่ไหน สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองเลย เป็นการพัฒนาประสิทธิภาพตำรวจนักสืบที่ดีมาก นอกจากพื้นที่ภาค 1 ที่อยู่ในความดูแลแล้ว ข้อมูลของผู้ต้องหาที่เราได้มาทำให้สามารถตามไปจับได้ทั่วประเทศ โดยจะประสานไปยังตำรวจท้องที่ในการไปจับด้วย” พ.ต.ท.อุเทน กล่าว
ถ้าเอาสถิติจากตัวเลขเม็ดเงิน 50 ล้านบาท กับจำนวนผู้ต้องหาหนีหมายจับกุมและเงินรางวัลนำจับ พ.ต.ท.อุเทน ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายที่โครงการนี้ตั้งไว้ “นำร่อง” ในเบื้องต้นเพียง 1,666 ราย จาก 4,448 ราย
“เงิน 50 ล้านบาท ถ้าเอา 3 หมื่นบาท มาหารแล้ว จะเห็นว่าจับผู้ต้องหาได้เพียง 1,666 ราย ซึ่งยอดการจับกุมทั้งหมดทั่วประเทศในขณะนี้อยู่ที่ 1,300 กว่าราย ต้องถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่า 80% ตัวเลขการจับกุมจึงสะท้อนว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่อยากจะให้มีต่อไป” พ.ต.ท.อุเทน กล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.นี้ และแม้ว่าทางตำรวจภูธรภาค 1 เพิ่งจะได้เริ่มปฏิบัติงานไปเพียง 2 เดือน และเหลืออีกแค่ 2 เดือน ก็จะครบระยะเวลา
ซึ่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะเลขาฯ ป.ป.ส. คนปัจจุบัน ก็พร้อมที่จะรับไม้ต่อไป และอาจพิจารณาเรื่องเพิ่มค่าดำเนินการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญเป็นกรณีพิเศษ
โครงการดีๆ อย่างนี้ นานๆ จะได้เห็นว่าประสบความสำเร็จสักครั้ง สร้างผลงานการจับกุมถูกใจชาวบ้านที่เอือมระอาปัญหายาเสพติดที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
แล้วมารอลุ้นว่า พ.ต.ท.อุเทนจะรักษาตำแหน่งผู้จับกุมมากเป็นสถิติอันดับ 1 ไว้ได้หรือไม่







