posttoday
ฟื้นกองทุนฟื้นฟูฯรัฐไร้ทางเลือกแก้ปัญหาแบงก์ส้ม

ฟื้นกองทุนฟื้นฟูฯรัฐไร้ทางเลือกแก้ปัญหาแบงก์ส้ม

06 พฤศจิกายน 2555

นับแต่วิกฤตการเงินของไทยในปี 2540 หรือที่เรียกติดปากกันว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลได้แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

นับแต่วิกฤตการเงินของไทยในปี 2540 หรือที่เรียกติดปากกันว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลได้แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4 เมื่อปี 2551 เพื่อยุติบทบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และให้ตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาแทน

การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ให้เลิกกองทุนฟื้นฟูฯ ก็เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินปรับเปลี่ยนระบบการบริหารความเสี่ยง และให้ประชาชนต้องเลือกการฝากเงินกับสถาบันการเงินที่เข้มแข็งมากกว่าจะฝากเงินกับสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูงแต่มีความน่าเชื่อถือต่ำ

วัตถุประสงค์ที่ตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ก็เพื่อลดภาระของรัฐบาลในการอุ้มชูสถาบันการเงินที่อ่อนแอ

กองทุนฟื้นฟูฯ ถูกตั้งขึ้นมาเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการแทรกแซงแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่อ่อนแอ เพื่อไม่ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ โดยมีหลักเกณฑ์หากสถาบันการเงินใดมีเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด หรือมีหนี้เสียสูงเกินทุน ก็จะมีการสั่งให้แก้ไขด้วยการเพิ่มทุนหรือปรับโครงสร้างการบริหารงาน หากทำไม่ได้ กองทุนฟื้นฟูฯ จะเข้าถือหุ้นแทน ซึ่งปัจจุบันธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้นมากที่สุด

ทว่า นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2551 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการตั้งหน่วยงานใหม่เข้ามาให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงิน ที่วันนี้ความเสี่ยงเริ่มกลับมาจากวิกฤตการเงินต่างประเทศอย่างวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่สร้างหนี้เสียลามไปทั่วโลก เพราะสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซื้อพันธบัตรที่ออกโดยเอกชนขนาดใหญ่จากสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น

ไม่มีใครจะเชื่อว่าสถาบันการเงินชั้นนำยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีบริษัทแม่อเมริกาจะล้มได้ และรูปแบบการช่วยเหลือสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกา ก็คือการที่รัฐบาลเข้าไปอุ้มทั้งหมดเพื่อไม่ให้ธนาคารล้ม อันจะนำไปสู่ความเสียหายเป็นลูกโซ่ลามไปทั่วโลก

นั่นแสดงให้เห็นความสำคัญของการต้องมีหน่วยงานที่ดูแลสถาบันการเงิน หากเกิดความเสียหายอ่อนแอขึ้นมา ก็จะมีหน่วยงานนี้เข้าไปดูแล ฉะนั้นรัฐบาลจึงตัดสินใจแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย อีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้มีการแก้ไขเพื่อเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของกองทุนฟื้นฟูฯ ให้กลับมาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ประสบวิกฤตทางการเงิน อันอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินได้

โดยหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้ในกรณีที่สถาบันการเงินใดประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน อันกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ธปท.โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขฟื้นฟูสถาบันนั้น ให้มีอำนาจเสนอแนะแผน แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินนั้นต่อคณะกรรมการจัดการกองทุนฯ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานตามแผน แนวทาง และวิธีการดังกล่าว มีประสิทธิผลสูงสุดและเป็นไปอย่างเหมาะสม

ฟื้นกองทุนฟื้นฟูฯรัฐไร้ทางเลือกแก้ปัญหาแบงก์ส้ม

 

เมื่อคณะกรรมการจัดการกองทุนฯ เห็นชอบให้เสนอ รมว.คลัง เพื่อเสนอ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการเพื่อแก้ไขและฟื้นฟูสถาบันการเงินตามความจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละกรณี

ทั้งนี้ อำนาจที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้แก่กองทุนฟื้นฟูฯ มี 3 ด้าน ได้แก่ 1.ให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินโดยมีหรือไม่มีประกัน โดยการอนุมัติจากรัฐมนตรี 2.ซื้อหรือเข้าถือหุ้นในสถาบันการเงิน และ 3.ซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือรับโอนสิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงิน

ฉะนั้น การแก้ไขกฎหมายนี้ คือ การทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการก่อตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ปี 2551 และมีการแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพื่อยุติบทบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในการให้การช่วยเหลือ แก่สถาบันการเงิน ผู้ฝากเงิน หรือเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินในกรณีที่สถาบันการเงินประสบวิกฤติทางการเงินอย่างร้ายแรง เพื่อให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากเข้ามาทำหน้าที่แทน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 255110 ส.ค. 2555 นับเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการตรากฎหมายหรือตั้งหน่วยงานใหม่เกี่ยวกับการใช้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินที่ประสบภาวะวิกฤติทางการเงิน

กลับไปให้กองทุนฟื้นฟูฯ ในการให้การช่วยเหลือแก่สถาบันการเงิน ทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือสถาบันการเงินต่อไป

เหตุผลที่กระทรวงการคลังทำเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่ากองทุนฟื้นฟูฯ มีอยู่แล้ว มีบุคลากรที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ดังกล่าว โดยการจัดกำลังคนให้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่อาจมีการกระทบกับสถาบันการเงิน ซึ่ง ธปท.มีอำนาจในการถอนหรือเพิ่มทรัพยากรด้านต่างๆ ของกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ ซึ่งในกรณีที่เกิดวิกฤตทางการเงินขึ้น ก็สามารถที่จะขยายขีดความสามารถของกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อรองรับสถานการณ์ได้

เมื่อรัฐบาลเห็นความสำคัญของกองทุนฟื้นฟูฯ ก็เป็นเรื่องดีที่จะดูแลระบบ แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ จะนำเงินจากไหนเข้าไปใส่ให้กองทุนฟื้นฟูฯ เพราะเงินสมทบที่เรียกเก็บ 0.4% ของยอดเงินฝากแต่ละปีจากธนาคารพาณิชย์ ก็ได้โอนไปให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากดูแลแล้ว

แถมหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่รัฐบาลสะสมไว้ให้จำนวน 1.4 ล้านล้านบาท รัฐบาลนี้ก็ได้โอนภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยคืนกลับไปให้ ธปท.ดูแลหมดเลย ซึ่งเป็นภาระที่สูงมากของ ธปท. ทั้งที่หนี้จำนวนนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากการที่รัฐบาลสั่งการให้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินที่อ่อนแอไม่ให้ล้มแท้ๆ

ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง นอกจากรัฐบาลจะค้ำประกันเงินฝาก 100% แล้ว ยังค้ำประกันเจ้าหนี้อีกด้วย ทำให้หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ โป่งเพิ่มออกมาอย่างมหาศาล

และเมื่อตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาแล้ว ก็หวังว่าต่อไปนี้จะลดภาระรัฐบาลในการเข้าไปอุ้มสถาบันการเงิน ทั้งที่มีคำคัดค้านมากมายว่าไม่ควรจะให้ยุบกองทุนฟื้นฟูฯ เพราะยังมีประโยชน์ หากยุบไปแล้วถ้ามีสถาบันการเงินอ่อนแอและต้องการความช่วยเหลือได้หรือไม่

นอกจากนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ มีทรัพย์สินที่จะต้องบริหารอีกจำนวนมาก อาทิ ที่ดินและสินทรัพย์ที่ยึดมาจาก 56 ไฟแนนซ์ที่ถูกสั่งปิดไป ไหนจะต้องชำระบัญชีโดยย้ายพนักงาน

และสุดท้ายเวลาก็พิสูจน์ว่า กองทุนฟื้นฟูฯ ยังมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทย

เมื่อรัฐบาลต้องการให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอยู่ต่อไป ก็หมดปัญหาที่จะต้องตั้งหน่วยงานใหม่มาดูแลทำหน้าที่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ ทำอยู่

แต่ปัญหาที่จะตามมาในอนาคต คือ ธปท.จะโดนแจ็กพอตอีกหรือไม่ หากดำเนินการตามนโยบายของรัฐแล้ว สุดท้ายรัฐบาลก็ผลักภาระทั้งหมดมาให้รับภาระไปเอง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์