posttoday
เลือกตั้งผู้นำสหรัฐจับตาการค้า ความมั่นคง

เลือกตั้งผู้นำสหรัฐจับตาการค้า ความมั่นคง

05 พฤศจิกายน 2555

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์, ปริญญา ชูเลขา

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์, ปริญญา ชูเลขา

ถือเป็นประเด็นใหญ่ให้ทั่วโลกต้องจับตา สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ระหว่าง “บารัก โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน จากพรรค

เดโมแครต ซึ่งจะลงชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง กับ “มิตต์ รอมนีย์” ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน

แน่นอน การเลือกตั้งผู้นำของสหรัฐในรอบนี้ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะย่อมมีผลต่อประเทศไทยไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เพราะไทยและสหรัฐต่างมีผลประโยชน์เกาะเกี่ยวกันอยู่ไม่น้อย ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง

ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ถ้าโอบามาชนะก็คงสานต่อแนวทางเดิมของตัวเอง โดยเฉพาะการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคอาเซียนและการสร้างพันธมิตรอย่างสิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อต่อสู้กับจีนในทางเศรษฐกิจ

“การเข้ามาของสหรัฐในอาเซียน ส่งผลต่อไทยและจีนในเรื่องการค้าการลงทุน ซึ่งสัญญาณเด่นชัด คือ สนามบินอู่ตะเภา ที่สหรัฐขอใช้พื้นที่ ซึ่งจีนก็เป็นกังวลในเรื่องดังกล่าวมาก หากเราเปิด ก็มีปัญหา เพราะอย่าลืมว่าไทยมีการลงทุนกับจีน รวมทั้งอดีตผู้นำของไทยเข้าออกจีนเยอะมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องระมัดระวังอย่างมาก” ปณิธาน วิเคราะห์

ด้าน สุรชัย ศิริไกร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มั่นใจว่า โอบามาจะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้แน่นอน แต่จะไม่มีผลอะไรกับไทยมากนัก เพราะทุกนโยบายจะได้รับการสานต่อเหมือนเดิม โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์กันอย่างยาวนานและสหรัฐจะให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น

“จีนมีบทบาทต่อไทยมากกว่าสหรัฐ โดยเฉพาะด้านการค้า ดังนั้นไทยจำเป็นต้องระวังเรื่องจุดยืนของตัวเอง เพราะหากมีท่าทีไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะส่งผลต่อไทยโดยตรง ส่วนด้านการเมือง สหรัฐมีความร่วมมือที่ดีต่อทุกรัฐบาลของไทยที่สนับสนุนสหรัฐอยู่แล้ว” สุรชัย กล่าว

ทั้งนี้ มีมุมมองจาก กษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศและเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปก็ไม่มีผลกระทบต่อไทย เพราะไทยและสหรัฐเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน แต่พรรครีพับลิกันเน้นเรื่องความมั่นคงมากกว่าเดโมแครต และตัวรอมนีย์พูดจาเข้มแข็งด้านต่างประเทศ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่รัฐบาลไทยจะทำตัวอย่างไรให้สหรัฐยังสนใจไทย เช่น ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมในเวทีสหประชาชาติเกี่ยวกับการลงมติต่างๆ

กษิต มองอีกว่า ส่วนเรื่องความมั่นคง แน่นอนไทยกับสหรัฐยังเดินหน้าร่วมกันในเรื่องต่อต้านการก่อการร้าย ข่าวกรอง สำหรับด้านเศรษฐกิจ มีประเด็นต้องจับตา คือ การทำข้อตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอระหว่างสองประเทศ จะมีการรื้อฟื้นกันใหม่หรือไม่ เพราะยังเป็นปัญหาคาราคาซังมาหลายรัฐบาล

ปิดท้ายด้วยจากฝ่ายปฏิบัติการอย่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ไม่ว่าฝ่ายใดได้รับชัยชนะ นโยบายด้านความมั่นคงไทยต่อสหรัฐไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนโยบายการต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และการพัฒนาศักยภาพและการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างกันต่อไป ซึ่งยังคงรูปแบบนโยบายเดิม ในฐานะที่ไทยและสหรัฐมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณากันในรายละเอียดอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

“จากการติดตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐเน้นนโยบายการแพร่ขยายอิทธิพลทางการเมืองในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกอย่างมาก เช่น การเพิ่มกำลังทหารโดยมีนัยเพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ของสหรัฐ ด้านการค้าที่มีการเดินเรือทางทะเลจีนใต้ มหาสมุทรอินเดียไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก”

เลขาฯ สมช. สรุปว่า เพราะฉะนั้นยิ่งในสถานการณ์ขณะนี้ประเทศจีนเริ่มมีอิทธิพลทางการเมืองสูงในภูมิภาคนี้มากขึ้นเช่นเดียวกับสหรัฐ ทำให้ไทยต้องพยายามดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงที่เน้นรักษาสมดุลและกระบวนทัศน์ที่จะก่อให้เกิดสันติภาพ เพราะประเทศในอาเซียนที่กำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนร่วมกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท