
ส.อ.ท.พบเผดิมชัยยื้อขึ้นค่าแรง
ส.อ.ท.ควงนายจ้างกว่า 100 คน พบ รมว.พลังงาน ขอทบทวนนโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศปีหน้า ให้ทยอยใช้ถึงปี 2558
ส.อ.ท.ควงนายจ้างกว่า 100 คน พบ รมว.พลังงาน ขอทบทวนนโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศปีหน้า ให้ทยอยใช้ถึงปี 2558
แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ตัวแทนนายจ้างทุกจังหวัด และผู้บริหารระดับสูงของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประมาณกว่า 100 คน จะเข้าพบนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เพื่อชี้แจงผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาท/วัน และจะขอให้ทยอยปรับขึ้นค่าจ้างจนครบ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศในปี 2558 จากเดิมที่รัฐบาลประกาศให้ขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันในวันที่ 1 ม.ค. 2556
นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ผู้ที่เข้าพบ รมว.แรงงานครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประธาน ส.อ.ท.แต่ละจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นตัวแทนนายจ้างเพื่อให้รายละเอียดผลกระทบของผู้ประกอบการแต่ละจังหวัด ว่า มีความเดือดร้อนอย่างไรบ้าง เนื่องจากทราบว่า กระทรวงแรงงานจะผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม ครม.ให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับมาตรการที่กระทรวงแรงงานจะนำเข้ามาช่วยเหลือ 27 มาตรการย่อย ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เพราะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ที่มีหลักทรัพย์ต่ำ และไม่มีกำไร ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนยากเหมือนเดิม เช่น การช่วยเหลือเรื่องแหล่งเงินทุน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็ดำเนินการลักษณะนี้แต่สุดท้ายผู้ที่เข้าถึงก็จะเป็นผู้ประกอบการหน้าเดิมๆ ที่มีหลักทรัพย์ดีและมีกำไร ส่วนกลุ่มที่มีหลักทรัพย์ต่ำและไม่มีกำไรเข้าถึงยากเนื่องจากสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ
รายงานข่าวจาก“การเข้าพบรมว.แรงงานครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้ชี้แจงรายละเอียดแต่ละจังหวัด จากเดิมที่รัฐบาลอาจจะได้ยินเสียงเฉพาะผู้บริหารส.อ.ท.ระดับสูง ซึ่งอาจไม่เชื่อ ดังนั้น ส.อ.ท.จึงนำตัวแทนนายจ้างทั่วประเทศมาให้รายละเอียดถึงผลเสียของการปรับขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดดทั่วประเทศ” นายสมมาต กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2556 และเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจเอสเอ็มอีของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลังปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่ประเทศ 300 บาทต่อวัน เช่น การลดเงินสมทบประกันสังคม การปรับปรุงอัตราการเก็บเงินสมทบสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม การจัดตั้งกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบการ การลดภาษีนิติบุคล การนำส่วนต่างค่าจ้างมาหักค่าใช้จ่ายก่อนเสียภาษี การลดอัตราภาษีอื่นๆเฉพาะเอสเอ็มอี การลดค่าน้ำประปาและไฟฟ้าให้เอสเอ็มอี ลดค่าธรรมเนียมห้องพักโรงแรมขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) การนำค่าใช้จ่ายฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรวงงานมาหักลดหย่อนภาษี การจัดคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ ให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน การให้สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ให้สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต การค้ำประกันสินเชื่อ ค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการใหม่ การขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้เอสเอ็มอี และมาตรการภาษี เป็นต้น
ด้านธปท.เผยยอดผู้ว่างงานเดือน ส.ค. มี 2.24 แสนคน คนจบป.ตรีว่างงานมากสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์การว่างงานของไทย ล่าสุด ณ เดือน ส.ค.ปีนี้ว่า มีผู้ว่างงานทั้งสิ้น 2.24 แสนคน หรือ 0.6% ของผู้มีความสามารถในการทำงานรวมทั้งประเทศ ลดลง 1,740 คน จากเดือนก่อนหน้า แบ่งเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 1.28 แสนคน และผู้ที่เคยทำงานมาก่อนแต่ขณะนี้ว่างงาน 9.67 หมื่นคนผู้ว่างงานแบ่งตามการศึกษา พบว่า ผู้ว่างงานระดับอุดมศึกษาหรือปริญญาตรีขึ้นไป ว่างงาน 9.02 หมื่นคน แบ่งเป็นผู้จบสายวิชาการ 5.72 หมื่นคน ผู้จบสายวิชาชีพ 2.77 หมื่นคน และผู้จบสายวิชาการการศึกษาซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ วิจัย และการพัฒนาระบบการเรียนการสอน งาน 5,290 คน
ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ว่างงานมากเป็นอันดับสอง 4.77 หมื่นคน จบแบ่งเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เป็นสายสามัญ 2.74 หมื่นคน และผู้จบมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสายวิชาชีพว่างงาน 9,880 คน ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานที่จบระดับประถมศึกษาว่างงาน 3.11 หมื่นคน ต่ำกว่าประถมศึกษาว่างงาน 1.45 หมื่นคน และไม่มีการศึกษาเลยว่างงานเพียง 2,150 คน
นอกจากนี้ ธปท.ยังรายงานผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน ว่าอยู่ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมใดบ้าง พบว่า อันดับ 1 มาจากภาคการผลิตมากสุด 3.28 หมื่นคน รองลงมาเป็นภาคการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมรถยนต์ และจักรยานยนต์ 1.76 หมื่นคน ภาคการเกษตร ป่าไม้ และการประมง 1.05 หมื่นคน ภาคธุรกิจโรงแรมภัตตาคาร และการบริการด้านอาหาร 1 หมื่นคน ถือเป็นภาคธุรกิจที่มีผู้ว่างงานค่อนข้างมาก โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 37.5% และลำดับ 5 ภาคก่อสร้างมีผู้ว่างงาน 9,270 คน ขณะที่ธุรกิจทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และทางเทคนิค มีผู้ว่างงานเพียง 2,150 คน ส่วนสายอาชีพที่ไม่มีผู้ว่างงานในเดือน ส.ค.ปีนี้เลย
ประกอบด้วย อาชีพคนทำงานบ้าน กิจกรรมขององค์กรระหว่างประเทศ ธุรกิจด้านศิลปะ บันเทิง นันทนาการ กิจกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมด้านการเงิน และการประกันภัย
lesiy[สำหรับสาเหตุว่างงานของผู้ที่เคยมีงานทำมาก่อน คือ ลาออกจากงานเองมากที่สุด ซึ่ง 7.54 หมื่นคน รองลงมาว่างงานจากการหมดสัญญาจ้าง 2.49 หมื่นคน ถัดมาว่างงานจากการหมดสัญญาว่างงาน ของบุคคลในระดับพนักงาน 1.71 หมื่นคน และเลิกจ้างเนื่องจาการหยุดหรือปิดกิจการ 1.24 หมื่นคน ส่วนว่างงานเพราะถูกให้ออก ปลดออก ไล่ออกมีจำนวน 9,150 คน ซงธปท.ระบุว่า ผลการรายงานแนวโน้มธุรกิจ ธปท.ยังพบว่า การว่างงานยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเนื่องจากส่วนใหญ่ภาคธุรกิจยังขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ และไร้ฝีมืออยู่ แต่ผู้ที่จบใหม่มีคุณวุฒิไม่ตรงกับความต้องการ ของภาคธุรกิจ ทำให้ธุรกิจหันไปจ้างงานแรงงานต่างด้าวมากขึ้นและปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและใช้เครื่องจักรทดแทนมากขึ้น โดยขณะนี้การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เช่นเดียวกับการเติบโตที่ลดลงของภาคส่งออก ยังไม่ส่งผลการจ้างงานในวงกว้าง







