
"ทางที่ต้องเดิน" ของ กสทช.
การจัดสรรคลื่น 2.1 GHz ของ กสทช. ให้แก่ผู้ประกอบการโทรศัพท
การจัดสรรคลื่น 2.1 GHz ของ กสทช. ให้แก่ผู้ประกอบการโทรศัพท์ไร้สายรายเดิมทั้ง 3 ราย ในราคา 4.1 หมื่นล้านบาท/15 ปี โดยวิธีการที่เรียกว่าเป็นการ “ประมูล” แต่กลับแบ่งสินค้าเป็น 3 กอง ให้บริษัท 3 ราย มาเสนอราคาจนไม่เกิดการแข่งขันราคาที่แท้จริงกำลังเป็นปัญหาถูกกล่าวหาและตรวจสอบกันระงมไปหมดในแทบทุกองค์กร ทั้ง ศาล ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมาธิการสภา ซึ่งดูตามท้องเรื่องแล้วไม่มีทางที่เรื่องจะลงเอยยุติลงง่ายๆ ตามที่ กทค. ต้องการได้เลย
หนทางเดียวที่ กทค. จะต้องฝ่าฟันและหลุดรอดมรสุมนี้ไปได้ ก็มีแต่จะต้องเดินหน้านำอำนาจกำหนดเพดานราคาค่าบริการที่กฎหมายมอบให้ไว้ มาใช้สะสางต้นทุนค่าคลื่นและโครงข่ายของบริการใหม่ในระบบ 3จี เมื่อพบว่ามีต้นทุนลดลงจากเดิมเท่าใด ก็ต้องกำหนดเพดานราคากดค่าบริการให้ต่ำลงให้มาตกแก่ผู้บริโภคให้จงได้ ดังผมจะขอนำเสนอแง่มุมในทำนองปุจฉาวิสัชนา ไปลำดับดังนี้
“อำนาจกำหนดเพดานค่าบริการ” ของ กสทช. ตามพระราชบัญญัติโทรคมนาคม
“มาตรา 55 ให้คณะกรรมการประกาศกำหนดประเภทและอัตราขั้นสูงของค่าธรรมเนียม และค่าบริการที่ผู้รับใบอนุญาตจะเรียกเก็บผู้ใช้บริการตามลักษณะและประเภทของกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
มาตรา 56 การกำหนดอัตราขั้นสูงของค่าธรรมเนียมและค่าบริการตามมาตรา 55 จะต้อง
(1) มีวิธีการคำนวณที่ชัดเจน
(2) เป็นอัตราที่ยุติธรรมแก่ผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้บริการ
(3) ไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติแบ่งแยกหรือกีดกันผู้ใช้บริการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด
มาตรา 57 ผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการนอกเหนือหรือเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่คณะกรรมการกำหนดในมาตรา 55 ไม่ได้ และต้องไม่เป็นการกำหนดอัตราในลักษณะที่เป็นการกีดกันทางการค้าซึ่งจะมีผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยจะต้องเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการของตนในอัตราเดียวกันสำหรับบริการโทรคมนาคมลักษณะหรือประเภทเดียวกัน”
ถาม ในฐานะที่อาจารย์เคยมีส่วนร่างกฎหมายโทรคมนาคมใหม่นี้ ขอคำอธิบายหน่อยครับว่าอำนาจนี้มีที่มาอย่างไร
ตอบ คือต้องเข้าใจก่อนนะครับว่ากฎหมายใหม่นี้มุ่งสร้างระบบใบอนุญาตขึ้นมาแทนระบบสัมปทาน เพราะเราเปลี่ยนหลักคิดไปแล้วว่า คลื่นโทรคมนาคมนั้นเป็นของชาติไม่ใช่ของรัฐ ใครอยากจะประกอบการก็มีเสรีภาพที่จะมาขออนุญาตแล้วแข่งขันกัน ส่วนคลื่นนั้นก็ให้เปิดประมูล แม้แต่รัฐวิสาหกิจของรัฐ เช่น ทศท. หรือ กสท. ถ้าอยากได้คลื่น 2.1 GHz นี้ก็ต้องมาประมูลกับเขาด้วย
ถาม แล้วถ้าประมูลแข่งกันให้เงินรัฐมากๆ ต้นทุนมันไม่สูงแข่งหรือครับ ผู้บริโภคก็ต้องแบกรับจ่ายเงินค่าคลื่นให้รัฐไม่ต่างจากระบบสัมปทานอยู่ดี แล้วที่สัญญาว่าระบบนี้ค่าบริการจะถูกลงนั้น มันก็เป็นความจริงไปไม่ได้
ตอบ ตรงนี้ล่ะครับที่เป็นที่มาของอำนาจกำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูง ตามมาตรา 5557 ที่ระบุว่า ต้องกำหนดให้ยุติธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ถ้าเรามองเห็นกรอบอัตราที่ยุติธรรมนี้ได้ ต้นทุนค่าคลื่นที่ต้องส่งให้แผ่นดินมันก็จะถูกกำหนดเป็นเพดานโดยปริยายไปด้วย
ถาม ตรงนี้เองใช่ไหมครับที่มีผู้ฟ้องต่อศาลปกครองให้สั่งระงับการประมูลไว้ก่อน เหตุเพราะยังไม่มีการกำหนดเพดานราคาค่าบริการไว้ก่อน
ตอบ ครับ อาจารย์ผู้ร้องท่านก็เห็นตรงนี้เช่นกันว่า ก่อนประมูลมันต้องมีกรอบราคาคุ้มครองผู้บริโภคก่อน ไม่ใช่ให้ประมูลใส่ราคากันตูมๆ จนภาระมาตกแก่ผู้บริโภคไม่สมควร แต่ศาลก็ไม่รับฟ้องเพราะมูลคดียังไม่มีผู้เสียหาย
ถาม แต่พอล่วงเลยมาประมูลจริงๆ ก็ไม่เห็นเขาใส่กันตูมๆ แข่งราคาอะไรกันเลยนี่ครับ
ตอบ ก็มีสินค้า 3 ถาด และมีผู้เอาจริง 3 เจ้าอย่างนี้ มันจะไปแข่งราคากันทำไมล่ะคุณ
ถาม แล้วราคาประมูลที่รัฐได้ไปมันน้อยกว่าราคาประเมินด้วยนะครับ เพราะราคาตั้งต้นมันเริ่มต่ำกว่าราคาประเมินมากอยู่แล้ว พอไม่มีการแข่งขัน ราคามันก็เลยไม่เด้งขึ้นไปอย่างที่ต้องการ
ตอบ ถามจริงๆ เถอะ.... คุณอยากให้กระทรวงการคลังได้เงินกินเปล่าเยอะๆ จริงๆ หรือ ปีที่แล้วรัฐวิสาหกิจรับค่าสัมปทานมารวม 4 หมื่นล้านบาท หักค่าโครงข่ายค่าบริหารระบบต่างๆ แล้ว เหลือส่งให้คลัง 1 หมื่นล้านบาท พอเปลี่ยนมาเป็น 3จี โดยระบบเสรีนี่ คุณยังคิดจะให้เขา 1 หมื่นล้านบาท/ปี อีกหรือ?
ถาม ทำไมอาจารย์ถามอย่างนี้ล่ะครับ
ตอบ คือในระบบโทรคมนาคมเสรีนี่ เราไม่ยอมรับอีกต่อไปแล้วนะครับว่าคลื่นเป็นของรัฐ กระทรวงการคลังต้องมีค่าต๋งลดลง ลดลงจนอัตราค่าบริการมันถูกลงกว่าเดิม เป้าหมายของระบบใหม่มันอยู่ที่ราคาที่ยุติธรรมต่อผู้บริโภค แล้วคุณยังมามัวเสียดายแทนรัฐอยู่อีกหรือว่า น่าจะได้ค่าต๋งมากกว่านี้
ถาม ถ้ารัฐได้ค่าต๋งลดลงอย่างอาจารย์ว่า ต้นทุนที่ลดลงนี้ต้องได้กับชาวบ้านนะครับ ไม่ใช่ไปเพิ่มเป็นกำไรให้บริษัท
ตอบ ถ้ารับกันอย่างที่คุณว่า ก็หมายความว่า กสทช. ต้องมีหน้าที่ 2 ประการดังนี้
1.ต้องทำให้ต้นทุนค่าคลื่นและค่าโครงข่ายถูกลงกว่าระบบสัมปทาน
2.ต้องกำหนดราคาค่าบริการให้ถูกลงตามต้นทุนที่ลดลงนั้น
คุณยอมรับไหมว่าหลักต้องเป็นอย่างนี้
ถาม โอเคครับ...แล้วระบบอนุญาต 3จี ในครั้งนี้ต้นทุนมันลดจริงไหม
ตอบ ค่าคลื่นที่จ่ายให้กระทรวงการคลังนี้ กทค. ประมูลได้ 4.1 หมื่นล้านบาทต่อ 15 ปี คิดเป็นประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี แค่นี้ก็ลดลงจากระบบสัมปทานไปแล้ว 4,000 ล้านบาท/ปี
ที่เหลือก็ยังเหลือค่าโครงข่าย ค่าบริหารระบบโดยรวม และค่าอุดหนุนโทรศัพท์ชนบท รวมสามรายการ ซึ่งสองรายการหลังนั้นตามกฎหมายใหม่แล้วจะต้องถูกลงแน่นอน เหลือแค่ค่าโครงข่ายซึ่งถ้าเอกชนเขาลงทุนสร้างเองต้นทุนก็จะต่ำกว่าสัมปทานอีก
ถาม อาจารย์ยืนยันว่าต้นทุนคลื่นและโครงข่ายมันจะต้องลดลง
ตอบ ครับ...จากตารางที่เปรียบเทียบให้ดูข้างต้นมันลดลงแน่ๆ กสทช. มีหน้าที่ต้องนำความจริงนี้ออกมา แล้วใช้อำนาจกดอัตราราคาค่าบริการลงจนประโยชน์นี้ตกแก่ผู้บริโภค นี่คือหน้าที่ตามกฎหมายที่ กสทช. ต้องทำประมูล ได้เงินเข้าคลังน้อยลงผมไม่ว่า...แต่ประโชยน์ที่ลดลงนี้ต้องตกแก่ชาวบ้านไม่ใช่บริษัท
ถาม นี่ใช่ใหม่...คือวัตถุประสงค์ของระบบโทรคมนาคมเสรี ที่เขียนกฎหมายสร้างมันขึ้นมา
ตอบ ครับ...ผมเห็นว่าอย่างนั้น ชาวบ้านต้องไม่แยกรับต้นทุนที่ไม่มีเหตุผลอีกต่อไป นี่คือเป้าหมายหลักของระบบใหม่ ถ้า กทค. และ กสทช. ทำได้สำเร็จก็ต้องปรบมือให้ นี่คือ “ทางที่ต้องเดิน” ต่อไปของ กสทช. คุณต้องลดราคาค่าบริการลงมาให้ได้ ให้สอดคล้องกับต้นทุนคลื่นโครงข่ายที่ลดลงในครั้งนี้จะถึง 20% อย่างที่คุยไว้หรือไม่ไม่เป็นไรขอให้อธิบายได้ก็พอแล้ว
ถาม ได้สัก 10% ก็เฮแล้วนะครับ
ตอบ จะเป็นตัวเลขเท่าใดก็ให้บ่งบอกมาตามหลักบัญชีก็แล้วกัน ว่าแต่ว่าในอนาคตข้างหน้าถ้าได้บริการคุณภาพจาก 3จี แถมค่าบริการยังลดลงอีกต่างหากด้วยอย่างนี้ คุณว่าโทรศัพท์ในระบบสัมปทานมันจะอยู่ได้ไหม ชาวบ้านจะแห่กันเปลี่ยนระบบไปใช้ 3จี กันหรือเปล่า
ถาม ถ้าจะเปลี่ยน...ส่วนใหญ่ก็ต้องลงทุนซื้อโทรศัพท์ใหม่ที่ใช้ 3จี ได้
ตอบ ก็โดนเข้าไปอย่างต่ำ เครื่องละ 3,500 บาท ก็คงจะยอมกันกระมัง
ถาม น่าจะยอมนะครับ ของใหม่ ลูกเล่นใหม่โปรโมชันใหม่ ราคาใหม่ด้วย ผมว่าลูกค้าทั้งประเทศกว่า 100 ล้านเบอร์คงย้ายมาใช้ระบบ 3จี กันเกือบหมดแน่ๆ แล้วอย่างนี้ ทศท. กับ กสท. จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อลูกค้าในระบบสัมปทานหายไปเกือบหมด
ตอบ คุณไปถามบอร์ดกับรัฐมนตรีไอซีทีดูก็แล้วกันครับว่า จะเอายังไง...น้ำจะเดือดแล้ว กบยังว่ายเล่นไม่รู้เรื่องเลย...น่าเวทนาจริงๆ







