
ปชป.ตั้งฉายา “ครม.ชิน คาบิเนต”
“องอาจ”จวกรัฐบาลผลาญงบแจกหนังสือ 'รู้ลึก รู้จริง จำนำข้าว' หวังแก้ตัว พร้อม ตั้งฉายา “ครม.ชิน คาบิเนต” เชื่อใบสั่งหนักกว่าเดิมห่วงนายกฯคุมไฟใต้
“องอาจ”จวกรัฐบาลผลาญงบแจกหนังสือ 'รู้ลึก รู้จริง จำนำข้าว' หวังแก้ตัว พร้อม ตั้งฉายา “ครม.ชิน คาบิเนต” เชื่อใบสั่งหนักกว่าเดิม ห่วงนายกฯคุมไฟใต้
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกหนังสือรู้ลึก รู้จริง เรื่องจำนำข้าว ของกรมการค้าภายใน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน กว่า 5 แสนเล่ม โดยจากการติดตาม เห็นว่า เนื้อหาในหนังสือ ไม่สามารถทำให้สังคมเห็นว่า การรับจำนำข้าวไม่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรในระยะยาว ซึ่งเป็นข้อมูลที่เบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี จึงเห็นว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ และไม่เกิดประโยชน์ เป็นเพียงการแก้ตัวของรัฐบาล และสิ่งที่ระบุในหนังสือ คือ การแก้ปัญหาการทุจริตในโครงการ อนาคตของข้าวไทยที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งอยากทราบว่ารัฐบาล จะจัดการกับการปลูกข้าวคุณภาพต่ำ จากการเร่งระดมปลูกอย่างไร จะแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างไร และการจัดการปลูกพืชอาหารให้สมดุลอย่างไร เนื่องจากจะมีการระดมปลูกข้าวมากกว่าพืชอาหารชนิดอื่น
นายองอาจ ยังกล่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานด้านการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ และคนในพื้นที่ กังวลต่อการตัดสินใจ เนื่องจากที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เข้าใจ และเอาใจใส่ต่อการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ดังนั้น เมื่อตัดสินใจดูแลปัญหาด้วยตัวเอง จึงเป็นความกังวลของสังคม โดยอยากเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี จัดสรรเวลา เพื่อทำความเข้าใจปัญหา รวมถึงเข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้การปรับคณะรัฐมนตรี และการมอบหมายงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเห็นว่า เป็นการปรับคณะรัฐมนตรี “ชิน คาร์บิเนต” เป็นเส้นสายของตระกูล ชิน จึงวิตกกังวลว่า การทำงานจะเกิดปัญหาใบสั่งทางการเมืองตามมาหรือไม่ เนื่องจากการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา มีลักษณะใบสั่งมาโดยตลอด ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และเห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรี เน้นถึงการทุจริตที่จะไม่ให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้นั้น นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล จึงต้องไม่รับใบสั่งจากผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาล และเมื่อพิจารณาการปรับคณะรัฐมนตรี เห็นว่า การทำงานไม่น่าจะแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคง ที่จะเป็นปัญหาทั้งเฉพาะหน้า และในระยะยาว เห็นว่าการปรับพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง และให้นายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีความชำนาญโดยตรง จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล
ขณะที่งานด้านเศรษฐกิจ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกว่าเดิม ส่วนงานด้านการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีมาโดยตลอด ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ใส่ใจในงานด้านการศึกษา ดังนั้นการปรับ ครม.จึงไม่ทำให้รัฐบาลแข็งแกร่ง หรือทำให้ได้คณะรัฐมนตรีที่ดีกว่าเดิม
ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าการปรับคณะรัฐมนตรี โดยเห็นว่า ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ที่อาจเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงขอถามจุดยืนของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ว่า มีนโยบายเกี่ยวกับการลอยตัวแก๊สแอลพีจี และเอ็นจีวีภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม อย่างไร รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้กองทุนน้ำมัน และแนวคิดในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ เพราะที่ผ่านมาการส่งสัญญานที่ผิดพลาดทำให้เกิดปัญหาเกิดหนี้กองทุนน้ำมัน และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการปรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย และกลุ่มนปช.หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ผลงานในการแก้ปัญหาพยุงราคาสินค้าเกษตร สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าล้มเหลว และเกิดปัญหาการทุจริตรับซื้อยางพารา







