
เอ็นจีโอดีเดย์บุกสถานทูตจีน 3 เม.ย.แก้วิกฤตน้ำโขง
เอ็นจีโอ เผย 3 เม.ย.นี้บุกยื่นหนังสือกับสถานทูตจีน ร่วมแก้วิกฤตแม่น้ำโขงแห้งสุดในรอบ 50 ปี
เอ็นจีโอ เผย 3 เม.ย.นี้บุกยื่นหนังสือกับสถานทูตจีน ร่วมแก้วิกฤตแม่น้ำโขงแห้งสุดในรอบ 50 ปี
นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.) กล่าวว่า ในวันที่ 1-3 เม.ย.ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 4-5 เม.ย.นี้ ทางเอ็นจีโอ นักวิชาการไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในการจัดเวทีเสวนาว่าแม่น้ำโขงในแต่ละประเทศมีสภาพเป็นอย่างไร มุมมองของแต่ละประเทศเกี่ยวกับปัญหาแม่น้ำโขงที่แห้งขอด ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 เม.ย.ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ส่วนเวทีภาคประชาชนในวันที่ 2 เม.ย.จะเป็นเวทีการการพูดคุยกับชาวบ้านจากเชียงของ และชาวอีสานในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมาร่วมหารือว่าอนาคตอยากเห็นแม่น้ำโขงเป็นอย่างไร และในวันที่ 3 เม.ย.กลุ่มเอ็นจีโอประมาณ 300 คน จะเดินทางไปยังสถานทูตจีนประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือให้จีนตระหนักว่าการที่จีนสร้างเขื่อนนั้นมีผลต่อกระทบแม่น้ำโขงอย่างไรบ้าง แต่ไม่ใช่เป็นการกดดัน แต่การเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์มากกว่า
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8-15 มี.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มเอ็นจีโอพร้อมด้วยคณะสำรวจนิเวศวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ได้เดินทางสำรวจสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง เริ่มตั้งแต่ปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย จนถึง จ.อุบลราชธานี รวมระยะทาง 800 กิโลเมตร ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่าตลอดระยะทางที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันทั้งเรื่องคน ชาติพันธุ์ วิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงสภาพภูมิศาสตร์ต่างๆ ทำให้วิถีชีวิตของการใช้น้ำแตกต่างกันไป
"จากการสำรวจความเห็นของชาวบ้าน ระบุว่า น้ำโขงแห้งสูงสุดในรอบ 50 ปีจริง แต่กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในบางพื้นที่ เช่น ถ้าศึกษาถึงวิถีชีวิตจาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย-อ.บ้านแพง จ.นครพนม ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกพืชฤดูแล้ง เช่น มะเขือเทศ พริก ยาสูบ ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย แต่จากการสำรวจระยะทางกว่า 200 กม.กลับพบว่ามีการต่อท่อและตั้งเครื่องสูบน้ำอยู่ริมโขงเป็นมากถึง 130 เครื่อง สาเหตุก็เพราะสูบน้ำใส่ข้าวนาปรัง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง"นายสุวิทย์ กล่าว







